
ตำรวจจับกุมจับ 2 ผู้ต้องหา มือแฮกข้อมูลเปิดบัญชีธนาคาร ก่อนโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือเพียง 3 วัน ได้เงินกว่า 1,500,000 บาท ตรวจสอบประวัติ พบเคยถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกง
นางสาววีรยา คำพันธุ์ และนายศุภวิชญ์ ชัยนนทิวรรธน์ ผู้ต้องหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ถูกตำรวจกองปราบปราม จับกุมได้ภายในบ้านพักของผู้ต้องหาในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พร้อมยึดของกลางเป็น เงินสดกว่า 4.7 แสนบาท สร้อยคอทองคำ 10เส้น มูลค่า 55 บาท โทรศัพท์ 18 เครื่อง ซิมการ์ด 20 ซิม สมุดบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม 10ชุด มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท
ซึ่งการจับกุมดังกล่าว สืบเนื่องจาก หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารฝ่ายปราบปรามการทุจริตแห่งหนึ่ง จ้งความกับตำรวจกองปราบปราม เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ว่าตรวจสอบบัญชีลูกค้าธนาคารพบมีการทำธุรกรรมทางบัญชีที่ผิดปกติ โดยมีเงินในบัญชีสูญหายไปจำนวน 1 ล้าน 5 แสนบาท ซึ่งไม่ทราบว่าใครเป็นคนถอนเงินออกไป จากนั้นตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์สุ่มเอาข้อมูลเลขบัญชีธนาคารและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหายที่เป็นชาวสวน ซึ่งโพสต์ข้อมูลดังกล่าวลงในสื่อโซเชียล เพื่อทำการค้าขายออนไลน์ ก่อนจะนำมาเปิดบัญชีผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และโอนเงินเข้าบัญชีของตนเองครั้งละ 500 บาท เป็นจำนวนกว่า 3 พันครั้ง ภายในระยะเวลา 3 วัน
สำหรับวิธีการของคนร้าย คือ นำประวัติของผู้เสียหาย เช่นเอกสารต่างๆ ที่โพสต์ในเว็บขายของออนไลน์ มาสุ่มบัญชีธนาคารออนไลน์ หรือ ไอแบงค์กิ้ง กระทั่งพบว่าสามารถเข้ารหัสได้ ในลักษณะการแฮกบัญชีธนาคาร จึงโอนเงินของผู้เสียหายเข้าบัญชีตนเอง ตลอด 3 วัน ครั้งละ 500 บาท รวมทั้งสิ้น 3,000 ครั้ง ถือเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่
พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ระบุว่า จากการสอบสวนตำรวจไม่เชื่อว่าผู้ต้องหาก่อเหตุเพียงครั้งเดียว เนื่องจากพบของกลาง เงินสด ทองคำ จำนวนมาก และผู้ต้องหายังมีทรัพย์สินทั้งบ้านและรถยนต์ มีความร่ำรวยผิดปกติและจากการตรวจสอบประวัติอาชญากร พบว่านางสาววีรยา หนึ่งในผู้ต้องหา เคยถูกออกหมายจับในคดีฉ้อโกงจากการขายของออนไลน์ด้วย
ทั้งนี้ ตำรวจเตรียมขยายผลหาผู้เสียหายเพิ่มเติมที่เชื่อว่ายังมีอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันฝากเตือนประชาชนอย่านำข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ลงในสื่อโซเชียล เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ