
ศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ เผยสถิติในปี 2560 ตรวจพบ รถบรรทุก และรถบัส ขับเร็วกว่า 17 ล้านครั้ง และพบจุดอันตรายเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง 7 เส้นทาง สายมอเตอร์เวย์ครองแชมป์สูงสุด
วันนี้ (23 มี.ค.) นายเอกชัย สุมาลี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. เปิดเผยว่าจากสถิติผู้เสียชีวิตบนท้องถนนไทยที่องค์การอนามัยโลกจัดอันดับสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก หรือ เท่ากับ 36.2 คนต่อประชากร 1 แสนคน เชื่อว่าหากไม่เร่งแก้ไขจะทำให้ไทยขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของโลกแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ซึ่งช่วงสงกรานต์ในปีผ่านมาตลอด 7 วันอันตราย มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 390 ราย เกิดอุบัติเหตุรวมกว่า 3,650 ครั้ง
ศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะจึงร่วมกับกรมการขนส่งทางบก พัฒนาเทคโนโลยีและนวัต กรรมระบบขนส่งอัจฉริยะ หรือ Smart Mobility ด้วยเทคโนโลยี GPS เก็บข้อมูลและศึกษาพฤติกรรมการขับขี่ เช่น ตำแหน่ง ทิศทางการเดินทาง และความเร็ว นำมาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อดูแลความปลอดภัยผู้ใช้รถใช้ถนน เชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการการเดินรถด้วยระบบ GPS กรมขนส่งทางบก ในรถขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก ล่าสุดมีรถที่ติดตั้งอุปกรณ์แล้ว 271,301 คัน พร้อมกับพัฒนาแอพพลิเคชั่น DLT - GPS ให้ประชาชนตรวจสอบเส้นทางและร้องเรียนปัญหาได้สะดวกรวดเร็ว
จากการวิเคราะห์จากข้อมูล GPS ของรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ พบการทำผิดขับเร็วเกินกำหนด 17,218,811 ครั้งในปี 2560 จากจำนวนรถในระบบประมาณ 250,000 คัน ชี้ให้เห็นว่ารถโดยสารกระทำความผิดมากกว่ารถบรรทุก
ส่วนเส้นทางที่ทำความผิดกระจายอยู่ทั่วประเทศรวมกว่า 40,500 กม. จากระยะทางหลวง 54,000 กม. เมื่อตรวจสอบเชิงลึกพบเส้นทางที่มีการใช้ความเร็วสูงสุด 8 เส้นทาง
อันดับที่ 1 ทางหลวงหมายเลข 7 (ถนนมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี) กม. ที่ 0-6
อันดับที่ 2 ทางหลวงหมายเลข 34 (ถนนบางนา-ตราด หรือถนนเทพรัตน) กม. ที่ 1-8
อันดับที่ 3 ทางหลวงหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) กม. ที่ 7-12
อันดับที่ 4 ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) กม. ที่ 73-82
อันดับที่ 5 ทางหลวงหมายเลข 31 (ถนนวิภาวดีรังสิต) กม. ที่ 9-16
อันดับที่ 6 ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) กม. ที่ 160-165
อันดับที่ 7 ทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) กม. ที่ 54-58
และ อันดับที่ 8 ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระรามที่ 2) กม. ที่ 45-51
และ เมื่อวิเคราะห์การกระทำผิดแยกตามจังหวัดเปรียบเทียบ 2 ช่วงเวลา ระหว่างเดือน ตุลาคม – ธันวาคม กับ เดือน มกราคม – เมษายน พบว่า ในช่วง 4 เดือนหลังผู้ขับรถเร็วเกินกำหนดลดลงกว่า ร้อยละ 70 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก แต่ภาคใต้ขับรถเร็วเกินกำหนดสูงขึ้น ทั้งนี้ สถิติการใช้ความเร็วที่ลดลงกว่าครึ่ง สะท้อนว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เพราะในประเทศไทย มีจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากข้อจำกัดด้านลักษณะภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ
จากฐานข้อมูลพบว่า จุดเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและต้องแจ้งเตือนเป็นพิเศษมีอย่างน้อย 7 จุด ได้แก่
1.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วง กมที่ 708-726
2.ทางหลวงหมายเลข 2 ช่วง กม.ที่ 20-36
3.ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วง กม.ที่ 126-130 (บริเวณใกล้ทางแยกตัดกับถนนพระราม 2)
4.ทางหลวงหมายเลข 9 ช่วง กม.ที่ 30-38 (บริเวณทางแยกเชื่อมต่อกับทางพิเศษฉลองรัช)
5.ทางหลวง หมายเลข 32 ช่วง กม. ที่ 132-137
6.ทางหลวงหมายเลข 41 ช่วง กม. ที่ 366 – 379
7.ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วง กม.ที่ 165-176 บริเวณทางแยกจากทางหลวงหมายเลข 33 และ กม.ที่ 190-250 บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน