สิงคโปร์พึ่งพาส่งออก เสี่ยงกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

สิงคโปร์พึ่งพาส่งออก เสี่ยงกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 ทำให้ประเทศเน้นการส่งออกอย่างสิงคโปร์ต้องตกอยู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง

การเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจทำให้สิงคโปร์ที่เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนา พลิกผันไปสู่หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก แต่เศรษฐกิจของสิงคโปร์พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อประเทศคู่ค้าเผชิญกับวิกฤต ทำให้เศรษฐกิจของสิงคโปร์ตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย

ไตรมาส 3 ของปี 2008 วิกฤตด้านการเงินและธนาคารของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อสิงคโปร์อย่างรุนแรง และทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดทุนขาดความคล่องตัว บริษัทปรับลดพนักงาน ผู้ที่ลงทุนซื้อพันธบัตรได้รับผลกระทบ เพราะนำเงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุนเพื่อคว้าน้ำเหลว ซึ่งสร้างความปั่นป่วนภายในประเทศ ที่ชาวสิงคโปร์ออกมาเดินขบวนประท้วงในจตุรัสกลางเมืองต่อเนื่องหลายเดือน

สิงคโปร์พึ่งพาส่งออก เสี่ยงกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก

แทน กิน เหลียน เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบและเป็นแกนนำการประท้วงในปี 2008 มองว่า การซื้อพันธบัตรค่อนข้างมีความซับซ้อน และพันธบัตรกำลังถูกขายให้กับคนที่ไม่เข้าใจว่ามีความเสี่ยง ผ่านมาราว 10 ปีแล้ว ดูเหมือนว่าผู้ลงทุนจะไม่ได้เรียนรู้จากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า การครอบครองเงินสดไม่ได้ผลตอบแทนมากนัก ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ต้องการได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นเหมือนกับดักของผู้ลงทุน เพราะพันธบัตรที่มีความเสี่ยงสูงและผู้ลงทุนไม่เข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

ด้านศาตราจารย์เจ จีวาโดโน อาจารย์ประจำสาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน มหาวิทยาลัยนันยาง ระบุว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง เมื่อสืบหาต้นตอสาเหตุกลับไปแล้ว ล้วนเกิดจากการใช้เงินกู้มากเกินไปทั้งสิ้น ผู้คนเคยชินกับการใช้เงินกู้ดำเนินธุรกิจ แน่นอนว่า ผู้คนมักลงทุนธุรกิจด้วยเงินของคนอื่น ด้วยการกู้ยืม แต่มีคนกู้ยืมเงินเยอะเกินไป มีผู้ลงทุนด้วยเงินกู้ยืมมากเกินไป มีการกู้ยืมที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป และพึ่งพาอาศัยการกู้ยืมเงินมากเกินไป สิ่งเหล่านี้ ทำให้ระบบเศรษฐกิจและผู้ลงทุนตกอยู่ในภาวะเสี่ยง

ตั้งแต่ปี 2008 ธนาคารกลางทั่วโลกมีนโยบายการเงินที่แปลกไปจากเดิม ซึ่งเป็นเวลาหลายปีที่ ธนาคารกลางกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เกือบศูนย์ หรือบางแห่งอัตราดอกเบี้ยเป็นติดลบ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด มีงบดุล 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 และเมื่อปีที่แล้ว เฟดมีงบดุลเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากถามว่านักลงทุนควรเสี่ยงกับการลงทุนเช่นนี้หรือไม่ เวลาเท่านั้นจะบอกได้

 

 

 

related