
57 ปี บนเส้นทางสอบเข้า “มหาวิทยาลัยไทย” ที่มีการปรับเปลี่ยนระบบ มาแล้ว 5 ครั้ง
การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งแต่ในอดีต-ปัจจุบัน ของประเทศไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเรื่อยมาก ทำเอาอาจารย์ พ่อ-แม่ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ตัวเด็กนักเรียนเอง หนักใจ! จะเห็นถึงปัญหาต่างๆมากมาย
หลายครั้งที่มีการปรับเปลี่ยน หรือ เปลี่ยนแปลงระบบการสอบ ภาครัฐก็จะออกมาระบุถึง ข้อดี โดยเฉพาะเรื่อง การลดความเหลื่ยมล้ำด้านการศึกษา
“ทีมข่าวสปริงนิวส์ ออนไลน์” จะมาย้อนระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาฝากกัน...
5 ระบบ “สอบเข้ามหาวิทยาลัย” แบบไหน ? ดีสุด
1.ระบบ Entrance ก่อนปีการศึกษา 2504 มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งดำเนินการสอบเอง
2.ระบบ Entrance (ปี 2542-2548)
ปีการศึกษา 2542 นำคะแนนสะสมช่วงชั้นเรียน หรือ GPA มาใช้พิจารณาคะแนนสอบ เพื่อให้นักเรียนเพิ่มความสนใจการเรียนในห้องเรียนด้วย นอกจากนี้ยังมีการสอบ 2 ครั้ง คือ ในช่วงตุลาคมและมีนาคม โดยแบ่งเป็นสายวิทย์และสายศิลป์
โดยเกณฑ์คัดเลือกคือ GPA 10% และ คะแนนสอบวิชาเฉพาะอีก 90 % แต่ได้มีการพยายามปรับเกณฑ์คัดเลือก GPAเพิ่มเป็น 25 % แต่กระแสต่อต้านรุนแรงเลยยังคงใช้สัดส่วนเท่าเดิม
3.ระบบ Admissions ระยะที่ 1 (ปี 2549-2552) : O-NET A-NET
ปี 2549 เป็นปีแรกที่มีการใช้ระบบแอดมิชชัน โดยใช้คะแนน O-net A-net และ GPA พิจารณาการเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องด้วยการสอบที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมองว่าข้อสอบ O-net และ A-net จากส่วนกลางไม่ได้มาตรฐาน หลายสถาบันและหลายหลักสูตรจึงหันกลับมารับนักศึกษาด้วยตัวเอง
เกณฑ์คัดเลือก
- GPAX 10%
- GPA (กลุ่มสาระ) 20%
- O-NET 35-70%
- A-NET และ/วิชาเฉพาะไม่เกิน 3 วิชา 0-35%
( ทั้งระบบคัดเลือก และจัดสอบ สอท.เป็นผู้ดูแล )
4.ระบบ Admissions ระยะที่ 2 ( ปี2553- 2560 ) : GAT/PAT
ปีการศึกษา 2553 เพิ่มการสอบ GAT PAT โดยจัดสอบปีละ 3 ครั้ง เก็บคะแนนที่ดีที่สุด ใช้ได้ 3 ปี สอบได้ทั้งม.5 และ ม.6 แต่ภายหลังจึงให้สอบเฉพาะ ม.6 เท่านั้น และสอบได้เพียงปีละ 2 ครั้ง เริ่มจัดสอบครั้งแรก มีนาคม 2552 และนำผลคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2553 และหน่วยงานที่ได้รับการจัดตั้งมาดูแลคือ สทศ.
(สอท . เป็นผู้ดูแลระบบคัดเลือก สทศ. ดูแลเรื่องการจัดสอบแทน)
เกณฑ์คัดเลือก
1.GPAX 20%
2. O-NET (8 กลุ่มสาระ) 30%
3. GAT (General Aptitude Test) 10-50%
4. PAT (Professional Aptitude Test) 0-40%
5.ระบบ TCAS (ทีแคส) ปีการศึกษา 2561 สมัครได้ 5 รูปแบบ (5รอบ) คือ
รอบที่ 1 รอบใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
รอบที่ 2 รอบรับแบบโควตา
รอบที่ 3 รอบรับตรงร่วมกัน
รอบที่ 4 รอบแอดมิชชั่น
รอบที่ 5 รอบรับตรงอิสระ
ทั้งนี้ระบบการสอบแบบใหม่ ก็เพื่อ...
-เพิ่มโอกาสความเท่าเทียมในการเข้ามหาวิทยาลัย
-ลดปัญหาการกันสิทธิ์คนอื่น
-ลดปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนรวยกับคนจน
-แก้ปัญหาวิ่งรอกสอบ เพราะระบบใหม่จะจัดช่วงเวลาการสอบหลังจากที่เด็กชั้น ม.6 เรียนจบการศึกษาแล้ว