
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจค้นหา และ กู้ภัยที่ถ้ำหลวงฯ สรุปปฏิบัติการตลอด 18 วันพบว่า การทำงานภายใต้ความยากลำบากสำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐและเอกชนมากเกือบ 400 แห่ง วิศวกรรมสถานฯ ถอดบทเรียนของการกู้ภัยระดับโลกครั้งนี้
บนเวทีเสวนา “ถอดบทเรียนปฏิบัติการทางวิศวกรรมช่วย 13 หมูป่า” นายสุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมปฐพี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการเจาะพื้นผิวถ้ำที่ถือเป็นอีกหนึ่งงานโหด ภารกิจนี้ต้องทำทั้งก่อนเจอน้องๆ และหลังจากเจอแล้ว และหาวิธีนำน้องออกจากถ้ำ
งานที่ว่ายาก คือ การเจาะถ้ำผ่านชั้นหินที่มีความแข็ง ซึ่งวิศวกรด้านธรณีวิทยา เล่าว่า งานแรก คือ การสำรวจหาโพรงก่อน จากนั้นต้องนำเครื่องจักรหนักเข้าไปใช้ในการขุดเจาะ ซึ่งเครื่องมือขุดเจาะระดมมาจากเอกชนรายใหญ่อย่างเชฟรอน ปตท. รวมทั้งจากต่างประเทศอย่างเยอรมนี
นายสุเมธ สุรบถโสภณ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ เล่าถึงการสนับสนุนเครื่องจักร ไปช่วยในงานขุดเจาะ ต้องนำมาจากภาคสนามจริง ในขณะที่ลงมือปฏิบัติงาน จะต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนมาก เช่น ต้องทราบพิกัดที่น้องๆ ทีมหมูป่าอยู่ โดยเชื่อว่าเครื่องจักรสำหรับขุดเจาะที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ส่วนการใช้อุปกรณ์สำหรับการสำรวจถ้ำ และ หาโพรง อาจารย์สามารถ ดีพิจารณ์ รักษาการ คณบดีวิทยาลัยวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทีมที่นำอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ขึ้นบินสำรวจโดยรอบเทือกเขานางนอน เพื่อนำภาพถ่ายมาสร้างแผนที่ 3 มิติ และนำข้อมูลมาใช้ร่วมกับแผนที่ของนักสำรวจถ้ำอย่างเวิร์น อัลเวิร์ส และ มาร์ติน เอลลิส สำหรับค้นหาโพรงเหนือถ้ำ
วิศวกรด้านธรณีวิทยา ระบุว่า แม้ภารกิจการขุดเจาะโพรงจะไม่สามารถขุดเจาะลงไปจนสามารถสร้างโพรงขนาดใหญ่และนำเด็กๆ ออกมาได้ แต่การขุดเจาะถือเป็นการส่งสัญญาณด้วยการสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เด็กๆ ทราบว่า ความช่วยเหลือกำลังจะมาถึง
แต่ปัญหาที่พบ คือ เป็นช่วงเขา ที่มีต้นไม้ปกคลุม ทำให้เก็บภาพได้เพียงแค่มุมกว้างเท่านั้น โดรนจึงมองไม่เห็นโพรง ทีมงานต้องเปลี่ยนแผนการทำงาน นำโดรนไปบินสำรวจเส้นทางการเดินขึ้นเขาแทน