
ครอบครัวจำเลย ในคดีแทง นายธนิต ทัฬหสุนทร เสียชีวิตเมื่อวันงานสงกรานต์ ปี 59 ตั้งโต๊ะแถลงยืนยัน ไม่ใช่คนก่อเหตุแต่เป็นอีกคนอีกทั้งไม่เคยรู้จักกับผู้ตายมาก่อน
ครอบครัวนายณัฐพงศ์ เงินคีรี จำเลยในคดีฆ่า นายธนิต ทัฬหสุนทร ผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2559 ที่ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้อง จนทำให้ นายศุภชัย ทัฬหสุนทร พ่อของผู้ตาย กระโดดอาคารศาลอาญา ลงมาเสียชีวิต ได้ตั้งโต๊ะแถลงเปิดใจกับผู้สื่อข่าวหลังถูกโจมตีจากสังคมว่าเป็นคนผิด โดยเจ้าตัวชี้แจงว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงนายธนิต จนเสียชีวิตอย่างที่ถูกกล่าวหา
แต่ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปเล่นน้ำสงกรานต์กับแฟนสาวจริงและได้เจอกับ นายธนิต พร้อมบุคคลอื่นๆ ซึ่งเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน โดยระหว่างที่เขากำลัยืนอยู่ภายในซอย ที่เกิดเหตุ แฟนสาวที่อยู่หน้าปากซอย เดินมาบอกว่านายธนิต สอบถามมองหน้าทำไม จึงทำให้เกิดการโต้เถียงและชกต่อยกัน กระทั่งมีอาแหม่ม ซึ่งเป็นอาของเพื่อน มาดึงแขนแยกออกมา
จากนั้นก็มีกลุ่มบุคคลเข้าไปรุมผู้ตาย โดยระหว่างนั้นเขาไม่ได้สนใจและขับรถจักรยานยนต์ออกไปท้ายซอย และไปนั่งกินหมูกระทะที่บ้านเพื่อน ก่อนจะมีตำรวจมาจับกุมตัวพร้อมแจ้งว่า นายธนิต เสียชีวิตแล้ว
ซึ่งในตอนแรก ตำรวจบอกว่าจะกันตนเองเป็นพยาน แต่ไม่รู้ทำไมถึงถูกตั้งข้อหาและตกเป็นจำเลย และในช่วงที่มีการชี้ตัวผู้ต้องหา มีเพียงตนเองคนเดียวเท่านั้น ไม่มีบุคคลอื่นมาเป็นตัวเลือกในการชี้ตัวแต่อย่างใด
ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งของสถาบัน
พร้อมกันนี้ นายณัฐพงศ์ ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งของสถาบัน มาทราบว่าผู้เสียชีวิตเรียนที่อุเทนถวายภายหลังแล้ว และหลังเกิดเหตุที่นายศุภชัยกระโดดตึก ตนเองและครอบครัวก็ตกเป็นจำเลยของสังคม ทั้งที่ศาลตัดสินแล้วว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และตอนที่ทราบข่าวว่า นายศุภชัยกระโดดตึกนั้น รู้สึกตกใจและไม่คิดว่าเข้าจะกระทำการดังกล่าว
ด้านแฟนสาวของนายณัฐพงศ์ เล่าว่าช่วงจังหวะที่กำลังจะเลื่อนรถเพื่อไปรับ นายณัฐพงศ์ ที่ซอยด้านข้างอีกซอย มีนายเบนซ์ จำเลยที่เป็นเยาวชน เดินมาบอกว่าขอกลับด้วย และบอกว่าเป็นคนแทงนายธนิต และมีเลือดเปื้อนมือ ซึ่งได้บอกทางตำรวจไปแล้ว แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ส่วนจำหน้าคนในเหตุการณ์ได้หรือไม่ ไม่สามารถจำได้ เพราะคนที่ไปเที่ยวเล่นน้ำสงกรานต์ไม่ต้องจำหน้ากันหรอก
ด้านของแม่นายณัฐพงศ์ กล่าวว่าหลังเกิดเรื่องบ้านก็ถูกโจมตี และมีกลุ่มวันรุ่นมาวนดูที่บ้านหลายครั้ง จึงเป็นห่วงความปลอดภัยของครอบครัว ทั้งนี้อาการป่วยของสามี นอนป่วยเป็นอัมพาตติดเตียงมาตั้งแต่เหิดเหตุคดีนี้ และนายณัฐพงศ์ ก็ยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ ต้องคอยระแวงตัวอยู่ตลอด