เร่งหาตัว นักไวโอลินเมียนมาหายตัวลึกลับในไทยนาน 10วัน เชื่อไม่ใช่ลักพาตัว

เร่งหาตัว นักไวโอลินเมียนมาหายตัวลึกลับในไทยนาน 10วัน  เชื่อไม่ใช่ลักพาตัว

ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา น.ส.มินต์ ออนมาร์ (Myint Ohnmar) อายุ 39 ปี ชาวเมียนมาร์ ซึ่งถือสัญชาติออสเตรเลีย เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสน.สุทธิสาร ว่าคู่หมั้นคือนายเนียน จัน อู (Nyein Chan Oo) อายุ 39 ปี ชาวเมียนมาร์ ซึ่งเป็นนักไวโอลินชื่อดังของประเทศ และเป็นหลานชายแท้ๆ ของนาย อู จอ ซาน สมาชิกสภาชาติพันธุ์แห่งเมียนมาร์ และอดีตอธิบดีกรมอัยการของเมียนมาร์ ได้หายตัวไปจากที่พักอย่างลึกลับย่านรัชดาภิเษก ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา

คืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่สน.สุทธิสาร พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น.เดินทางมาประชุมพล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.เติมเผ่า ศิริภูบาล ผกก.สน.สุทธิสาร และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันเข้าประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวโดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

ด้านพล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประสานไปยังหน่วยงานบช.ทท. บช.สตม.และสน.ต่าง ๆ ให้ร่วมตรวจสอบหาผู้สูญหายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตั้งประเด็นไว้หลายประเด็น ประกอบด้วยผู้สูญหายอาจเกิดอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่างๆ แต่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้เนื่องจากไม่พกหนังสือเดินทางจึงเป็นเหตุให้ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ทั้งนี้ได้ประสานให้โรงพักต่างๆช่วยกันสอบถามทางโรงพยาบาลว่ามีผู้ป่วยซึ่งมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับผู้สูญหายหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบกับทางสน.ต่างๆ ว่ามีการจับกุมตัวต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองหรือไม่

พล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้รับข้อมูลว่าผู้สูญหายพูดภาษาไทยไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาพม่า ส่วนภาษาอังกฤษนั้นพอได้แต่ไม่ดีมากนัก ส่วนการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบผู้สูญหาย ได้ให้การว่า เห็นผู้สูญหายตามหาโทรศัพท์มือถือจึงช่วยหาให้เมื่อพบได้ยื่นคืนผู้สูญหายตามปกติก่อนผู้สูญหายจะเดินจากไป

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุพบกล้อง 2 ตัว สามารถบันทึกภาพนายเนียน จัน อู ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ โดยตัวแรกพบเมื่อเวลาประมาณ 19.36 น. ของวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา อยู่ภายในซอยสุขร่วมใจ ข้างโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก ห่างจากคอนโดมิเนียมที่พักประมาณ 600 เมตร เห็นนายเนียน จัน อู อยู่คนเดียว เดินท่าทางโซเซคล้ายคนมีอาการมึนเมาและเกือบจะล้มหลายครั้ง โดยมือขวาถือโทรศัพท์มือถือเปิดหน้าจอมีแสงไฟส่องสว่างชัดเจน และกล้องอีกตัวซึ่งอยู่ติดกับกล้องตัวแรก ตรงริมถนนรัชดาภิเษก หน้าโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ นายเนียน จัน อู ไม่พกมือถือแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่วินาทีทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ได้เก็บโทรศัพท์มือถือมาคืนให้พร้อมพาไปนั่งที่ป้ายรถประจำทางซึ่งอยู่ใกล้กัน แต่บริเวณป้ายรถประจำทางไม่มีกล้องวงจรปิดและถูกสะพายลอยคนข้ามบังมุมกล้อง จึงไม่เห็นภาพหลังจากนั้นว่าผู้สูญหายเรียกรถแท็กซี่ หรือขึ้นรถโดยสารประจำทาง หรือเดินเท้าไปต่อ

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุทางฝ่ายสืบสวนสน.สุทธิสาร ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเนื่องจากดูแลสถานทูตเมียนมาร์ประจำประเทศไทย พร้อมตรวจสอบเบื้องต้นไปทาง สถานกักกัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) สวนพลู โดยไม่พบว่ามีนายเนียน จัน อู ถูกควบคุมตัวอยู่ อีกทั้งจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปรากฎในกล้องวงจรปิดให้การว่า นายเนียน จัน อู เดินมาคล้ายคนเมา พูดคุยกันไม่รู้เรื่องเนื่องจากเป็นต่างชาติ ก่อนจะเดินเซเข้ามาในลานจอดรถ และทำโทรศัพท์หล่น จึงหยิบมาคืนและพาไปนั่งที่ป้ายรถประจำทาง จากนั้นก็กลับมาปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ และไม่ได้สังเกตว่าอยู่ตรงป้ายหรือหายไปเมื่อใด

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่านายเนียน จัน อู เดินทางเข้าประเทศไทยที่สนามบินดอนเมือง เมื่อเวลา 19.36 น. ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเดินทางเข้าประเทศไทยครั้งแรก ส่วนแฟนสาวนั้นเดินทางมาจากประเทศออสเตรเลียลงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเวลา 20.06 น. ของวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองพบกันก็ไปเที่ยวพัทยา ก่อนกลับมากทม. เช่าคอนโดมิเนียมอยู่ในวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา กระทั่งหายตัวไปขณะเดินลงมาซื้อของเพียงผู้เดียว ทั้งนี้ภายหลังจากแฟนสาวได้แจ้งความผู้สูญหายได้เดินทางออกนอกประเทศไทยที่สนามบินดอนเมือง เมื่อเวลา 15.37 น. ของวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีจุดหมายไปที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อพบน้องสาวของผู้สูญหายเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้แฟนสาวนั้นปกติพักอาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แต่จะกลับเมียนมาร์ทุกๆ 6เดือน เพื่อไปหาครอบครัวและไปมาหาสู่กับแฟนหนุ่ม โดยทางแฟนสาวเชื่อว่านายเนียน จัน อู ไม่น่าจะถูกใครปองร้ายแต่กลัวจะถูกจับโดยขบวนการค้ามนุษย์ไปใช้แรงงาน

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ผู้สูญหายมีโรคประจำตัวคือโรคปอด และช่วงที่เดินออกจากที่พักนั้นคาดว่าผู้สูญหายไม่น่าจะดื่มสุรา เพราะจากการสอบปากคำแฟนสาว พบว่าระยะเวลาที่ผู้สูญหายออกจากที่พักเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ โดยออกจากที่พักในเวลา 19.21 น. ซึ่งกล้องวงจรปิดจับภาพได้ในเวลา 19.36 น. ระยะทาง 600 เมตร ใช้เวลาเพียง 15 นาทีไม่น่าจะแวะพักดื่มสุราได้ แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ เนื่องจากหลังเกิดเหตุจนเป็นข่าวนั้นมีระยะเวลาถึง 10 วัน ทางญาติและแฟนสาวยังไม่พบการเรียกร้องข่มขู่จากคนร้ายแม้แต่อย่างใด

related