
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
- ทุกวันนี้การทำให้กัญชาเป็นเรื่องใต้ดิน เป็นสิ่งผิดกฎหมาย มันจัดการปัญหาได้จริงหรือเปล่า- มีผู้ป่วย ผู้ที่ต้องการใช้ ซึ่งใช้ถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง รัฐควรเข้ามาสนับสนุนให้มีมาตรฐานมากขึ้น
ในวันที่ประเด็นเรื่องกัญชากลับมาร้อนแรงอีกครั้งในสังคมไทย มีการเรียกร้องให้ออกกฎหมาย เพื่อปลดล็อกให้กัญชาสามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้ โดยคราวนี้มีกลุ่มคน ‘แถวหน้า’ ทั้งจากแวดวงการแพทย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ โดดร่วมวง
เราขอย้อนกลับไปพูดคุยกับ ‘รัฐพล แสนรักษ์’ ผู้ก่อตั้งเพจ ‘กัญชาชน’ หนึ่งในกลุ่มภาคประชาชน ที่ทำหน้าที่ต่อสู้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องกัญชาผ่านโลกออนไลน์มากว่า 5 ปี ว่า เขามองทิศทางของเรื่องนี้อย่างไร ตรงกับส่ิงที่เขาเรียกร้อง ต่อสู้มาตลอดหรือไม่
เราเริ่มบทสนทนาเชยๆ ที่เชื่อว่า เขาแทบจะตอบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งเพจ ซึ่งเขาก็ยินดีเล่าให้ฟังว่า เป็นเพราะภูมิหลังของครอบครัวที่มี พ่อ ปู่ ย่า ที่เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง และเมื่อเขาได้ไปเรียนที่อเมริกา ไปเห็นโลกกว้างๆ ได้เห็นอะไรใหม่ๆ อย่างเช่นเรื่องกัญชาที่อนุญาตให้ใช้ในทางการแพทย์ใช้เป็นยา ประจวบเหมาะกับเวลานั้นเขาเป็นไมเกรนเมื่อไปหาหมอ ก็ได้รับคำแนะนำว่ามันมีการรักษาแบบใช้ยาปัจจุบัน กับการรักษาแบบทางเลือก ซึ่งก็คือการใช้กัญชา
และจุดนี้เอง เป็นประตูด่านแรกที่เขาเปิดเข้าไป
“หลังจากใช้แล้ว มันดี หายปวด เราก็เลยไปถามหมอดูว่า ทำไมถึงเป็นกัญชา หมอก็บอกว่าเอาจริงๆยาไมเกรน ถ้ากินมากๆ ก็มีผลต่อตับ ไต กระเพราะอาหาร นิ้วเน่า เท้าเน่าได้ เพราะมันมีผลต่อเส้นเลือด ซึ่งเมื่อเทียบกับกัญชาถ้าใช้ให้เหมาะสมผลกระทบตรงนี้มันน้อยกว่า ผมจึงศึกษาเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็พบว่าสามารถรักษามะเร็งได้ ซึ่งก็ตรงกับภูมิหลังของครอบครัว เราก็เลยไปเจอกับกลุ่มคนที่เขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทั้งผู้ใช้ ผู้ปลูก จนสุดท้ายครอบครัวที่เหลืออยู่คนเดียวคือแม่ ก็โทรศัพท์มาบอกว่าเป็นมะเร็ง พอเรากลับมา แนะนำให้เขาใช้ บอกว่ามีคนที่หาย และสามารถทำควบคู่กับ ‘คีโม’ ได้ แต่แม่ก็ปฏิเสธอย่างเดียว เพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นยาเสพติด เป็นสิ่งผิดกฎหมาย มันไม่สามารถดีได้
ถึงแม้จะเป็นวาระสุดท้ายของเขาก็ตาม
ผมก็เลยทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายแม่ก็จากไปแบบค่อยข้างเจ็บปวด…”
เขามองต่อไปว่า ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะทัศนคติที่สังคมไทยปลูกฝังเรื่องกัญชามีแต่ด้านลบด้านเดียว จนทำให้เราไม่ยอมรับ หรือเปิดโอกาสให้กับมัน
ตรงนี้เองมันทำให้ผมรู้สึกว่าต้องมาเล่าเรื่องนี้ เผยแพร่เรื่องนี้ให้สังคมรับทราบ
5 ปีที่แล้วเรื่องกัญชาในประเทศไทยเป็นด้านมืด มากครับ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ก็มีแต่ข่าวจับกัญชา คนดูดกัญชาแล้วไปทำโน่นนี่นั่นที่มันร้ายแรง แต่ในทางฝั่งยุโรป อเมริกา เขากลับมีการใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลายมากว่า 20 ปี และตอนนั้นที่นั่นเขาก็ไม่ได้มาซีเรียส ในหลายๆ รัฐ การเสพกัญชา ไม่ได้มีความผิดทางอาญา ไม่มีโทษอะไร เช่นที่ ‘ซานฟรานซิสโก’ ที่ผมอยู่ ถ้าตำรวจเจอว่าสูบกัญชาเขาจะก็ตักเตือนว่าทำแบบนี้ที่นี้ไม่ได้นะ ต้องกลับไปทำที่บ้านอะไรแบบนั้น
ดังนั้นตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนก็ไม่มีมุมมองที่ว่า คนที่เสพกัญชาเป็นพวกขี้ยา วันๆ ไม่ทำอะไร
ภาพแบบนั้นมันเหลือน้อยมากในสังคมอเมริกา ยุโรป ยิ่งปัจจุบันมีการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย มันก็เกิดการยอมรับทางสังคม ยอมรับว่าเป็นการผ่อนคลายแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้มีโทษ เลยไม่มีเรื่องการเหยียดกันเกิดขึ้น
ส่วนในประเทศไทยหลังจากที่เราทำเรื่องนี้มา 5 ปี สังคมเปลี่ยนแปลงไปค่อยข้างเยอะครับ ในสังคมในสื่อต่างๆ ที่เคยลงแต่ด้านเดียว ก็เริ่มพูดถึงเรื่องการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ พูดเรื่องการทำกัญชาให้ถูกกฎหมาย และตอนนี้เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งคือ การพยายามแก้กฎหมาย เพื่อให้กัญชาใช้ทางการแพทย์ได้
ซึ่งทิศทางแบบนี้ ‘รัฐพล’ บอกว่าตอบโจทย์ข้อเรียกร้อง ที่ทางเพจพยายามต่อสู้มา
เราสนับสนุนใน 3 เรื่องครับ คือ
1. สนันสนุนให้การใช้กัญชาในทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมายในประเทศไทย
2. การใช้กัญชง (Hemp) ทั้งเส้นใย ลำต้น ดอก เมล็ดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน เริ่มมีการทำให้ถูกกฎหมาย เริ่มมีการอนุญาตให้ปลูกกัญชงได้
และ 3. คือการทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยมีกฎระเบียบมารองรับ มีการบริหารจัดการที่ดี แต่ไม่ใช่การเปิดเสรีกัญชานะครับ เราไม่ได้สนับสนุนแบบนั้น เราสนับสนุนให้ถูกกฎหมาย เพื่อให้มีการบริหารจัดการปัญหาที่เป็นระบบ
ผมลองเทียบเคียงกัญชากับแอลกอฮอล์ บุหรี่แล้วกันครับ เราก็ไม่ได้เรียกมันว่าเสรีใช่ไหมครับ มีการจำกัดเวลา จำกัดอายุ สถานที่ขาย ใบอนุญาตในการขายกำหนดว่าต้องเสียภาษีอย่างไร เรื่องเหล่านี้มีกฎระเบียบมารองรับหมด ผมก็พยายามผลักดันให้กัญชามีการบริหารจัดการที่มันคล้ายกันมารองรับ
แต่หลายคนกลัวว่า บ้านเราจะควบคุมไม่อยู่ กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหายาเสพติด?
เอาตรงๆ นะครับ ผมก็คงต้องถามกลับไปว่า ทุกวันนี้บริหารจัดการกันแบบนี้ ทำให้กัญชาเป็นเรื่องใต้ดิน ทำให้มันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มันจัดการปัญหาได้จริงหรือเปล่า
"ทุกวันนี้ก็มีคนเข้าไปอยู่ในคุก โดนจับทุกวัน กลุ่มค้ายาก็มี ขายกัญชาก็มี แต่แค่เป็นองค์กรที่อยู่ใต้ดิน มันไม่ได้ถูกบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเท่านั้นเองและถามว่า เยาวชนเข้าถึงไหม…ง่ายมาก"
ในความคิดผม มันเลยจัดการปัญหาไม่ได้ มันแค่จับคนไปลงโทษ และก็เป็นคนส่วนน้อยๆ เสียด้วย เพราะส่วนใหญ่ มีเงินมีผลประโยชน์กระจายไปหมด
มันแน่นอนอยู่แล้วครับ ถามว่าประเทศเรามีอะไรที่ห้าม แล้วคนเข้าถึงไม่ได้บ้าง ทุกอย่างที่เราห้ามมีหมดผมเลยว่า มันไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เอาปัญหาไปซุกไว้
ส่วนที่มีคนชอบพูดว่าแล้วบ้านเราจะมีความรับผิดชอบพอไหม คนไทยไม่มีความรับผิดชอบ ผมว่าเราก็เป็นมนุษย์ที่สปีชีย์ไม่ได้ต่างจากเขา ดังนั้นที่เราคิดว่าเขารับผิดชอบไม่ได้ หรือจริงๆ แล้วเราไม่เคยให้เขารับผิดชอบมากกว่า
เพราะในประเทศเราตั้งแต่โตขึ้นมาผู้ใหญ่ก็จุ้นจ้านกับเด็ก ไม่เคยให้คิด ไม่เคยให้มีช่องทางที่สามารถสร้างความรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง ผมว่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องที่คนเราไม่มีความรับผิดชอบ แต่เป็นเพราะเราไม่เคยถูกปล่อยให้คิดมากกว่า
ผมอยากให้มองในแง่ความเป็นจริงครับ สิ่งที่เราเข้าใจถูกปลูกฝัง มันไม่ใช่ความจริงบนพื้นฐานของหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นถ้าเราบริหารจัดการมันให้ถูกให้ดี เป็นระบบ ชัดเจน มันจะมีประโยชน์กับประเทศ สังคม เศรษฐกิจ ประชากร และองค์รวมทั้งหมดของประเทศเราก็ว่าได้
เราต้องเอาอคติของเราออกไปสักนิดแล้วลองหันกลับมาคิดว่ามันสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง?
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมในด้านนี้มันเติบโตแบบก้าวกระโดด เฉพาะในอุตสาหกรรมยา ผมมองว่ามันมีประเทศที่ต้องการใช้เยอะ และทำให้ถูกกฎหมาย ไม่ต้องพูดถึงเม็ดเงินว่าจะมีมูลค่าขนาดไหน แต่สิ่งที่ช่วยบ้านเราได้แน่ๆ คือเรื่องลดการนำเข้ายา สามารถผลิตยาเองได้ และพัฒนานวัตกรรม ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ส่งออก ก็เป็นได้
เพราะเทรนด์ของการทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายมันจะเติบโตไปทั่วโลก และไม่สามารถหยุดยั้งได้ครับในประเทศหลักๆ อย่างอเมริกา ยุโรป เขาทำกันไปหมดแล้ว และพบว่ามันไม่ได้เกิดผลเสียตามที่สังคมเคยกังวล ในทางกลับกัน มันสร้างผลดีในแง่เศรษฐกิจการจัดการในหลายๆ เรื่องด้วย เพราะฉะนั้นเทรนด์เหล่านี้ก็จะไหลเข้ามา ไม่อาจต้านทานได้
เราเลยต้องคิดแล้วว่า เราจะอยู่ตรงไหนของการเติบโตนี้ เราจะเป็นผู้เริ่มต้นหรือผู้ติดตาม
แต่ผมว่าประเด็นสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การนำมาใช้ทางการแพทย์เพราะมีผู้ป่วย ผู้ที่ต้องการใช้ ซึ่งก็มีคนใช้ถูกต้องบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง ซึ่งรัฐไม่ควรปิดกั้น หรือปล่อยให้เขาทำแบบนั้น รัฐอาจเข้ามาช่วยหรือสนับสนุนส่งเสริมให้มีมาตรฐานมากขึ้น
จริงๆ แล้วประเด็นนี้มีคนที่สนับสนุนอยู่เยอะนะครับ ยกตัวอย่างในแคนาดา การทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ก็คือหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของ ‘จัสติน ทรูโด’ เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เขาเรียกคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ (New Voter) ได้อย่างท่วมท้น เป็นคะแนนเสียงที่เพิ่มเข้ามาทำให้ ‘จัสติน ทรูโด’ ได้รับเลือก
มองกลับมาที่ไทย การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าคุณมีนโยบายมีความชัดเจนว่าจะสนับสนุน ผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ เราพร้อมจะสนับสนุนทุกพรรรคการเมือง ที่ชูนโยบายแบบนี้ขึ้นมา
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสนับสนุนให้มีการใช้ทางการแพทย์ ผมว่าตรงนี้มีประโยชน์ต่อองค์รวม ทุกเพศทุกวัย แต่ต้องมีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร และคนจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
ส่วนเรื่องการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย ผมว่าตรงนี้จะได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ โลกมันพัฒนาไปไกลแล้วครับ มีการทำจริง เกิดประโยชน์จริงต่อสังคมต่อประเทศ เพราะฉะนั้นผมมองว่าจะได้คะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่แค่อายุ แต่เป็นในแง่ของความคิด
“แล้วถ้าใครเสนอเป็นนโยบาย มีคนพร้อมเลือก ได้คะแนนเสียงแน่นอนครับ” เขาบอกอย่างนั้น