
วันแรกของคำสั่งห้ามรถตู้อายุการใช้งาน 10 ปีขึ้นไปให้บริการประชาชน ส่งผลกระทบกับผู้ให้และผู้รับบริการพอสมควร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เพิ่มเที่ยววิ่งรถตู้โดยสาร และเตรียมรถบัสสำรองรับ-ส่ง ประชาชน
บรรยากาศวันแรก ของการหยุดวิ่งรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 1 ที่มีอายุเกิน 10 ปี วานนี้ นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ บริเวณวินรถตู้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมประเมินสถานการณ์ เนื่องจากจุดนี้ เป็นอีกจุดที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นจุดที่มีรถใกล้หมดอายุจำนวนมากที่สุด ถึง 815 คัน
นายพีระพล ระบุว่า เบื้องต้นยังไม่มีประชาชนร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อน การรอคิวขึ้นรถ และระยะเวลาการให้บริการเป็นไปตามปกติ
โดยคณะทำงานได้ตั้งวอร์รูม ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหา พร้อมสั่งผู้ประกอบการรถตู้เส้นทางต่างๆ สำรองรถและเพิ่มเที่ยววิ่งให้ถี่มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี
สำหรับรถตู้โดยสาร หมวด 1 ที่วิ่งรับผู้โดยสารในกรุงเทพฯ เฉพาะปีนี้ มีรถตู้หมดอายุแบ่งเป็น
หมวด 1 จำนวน 954 คัน ทั้งหมด 11 เส้นทาง ประกอบด้วยอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 260 คันมีนบุรี 191 คันจตุจักร 1 คันรังสิต 28 คันบขส. 125 คันรถร่วม ขสมก. 480 คัน
หมวด 2 วิ่งข้ามจังหวัด มีจำนวน 379 คัน
ทั้งนี้ในโลกโซเชียล บางส่วนได้มีการแสดงความคิดเห็นในกรณีนี้ ว่าหากกรมการขนส่งทางบก สั่งรถตู้โดยสารที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี วิ่งให้บริการเพื่อความปลอดภัย เหตุใดจึงปล่อยให้ รถเมล์ที่มีอายุการใช้งานถึง 20 ปีวิ่งให้บริการ
โดย นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานคณะกรรมการบริหาร ขสมก.ได้เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ปัจจุบัน ขสมก.มี รถเมล์ให้บริการ 2,600 คัน ส่วนใหญ่มีอายุการใช้งาน 26-35 ปี และเสียวันละ 290 คัน
โดยรถที่ให้บริการมี 3 ลักษณะ คือ รถร้อนสีแดงครีม อายุการใช้งาน 26 ปี เข้าประจำการเมื่อปี 2534 /
รถปรับอากาศสีครีม น้ำเงิน อายุ 22 ปีให้บริการเมื่อปี 2538 และ รถปรับอากาศสีส้ม ยูโรทู ชุดแรกอายุการใช้งาน 19 ปี ชุดที่สอง 15 ปี
โดยบางส่วนได้มีการสอบถามว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำในส่วนของรถเมล์ที่บางคันมีอายุการใช้งาน