6 เครือข่าย เปิดเวทีถก "มองรอบด้าน บทเรียนหลังคำพิพากษา" คดีรุมข่มขืนเด็กวัย14 บ้านเกาะแรด จ.พังงา ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กชี้ มิติและช่องว่างของชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องช่วยแก้ไข ป้องกันเด็กไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

เปิดเวทีถก! ถอดบทเรียน คดีรุมข่มขืนเด็กวัย14 บ้านเกาะแรด

เปิดเวทีถก! คดีรุมข่มขืนเด็กวัย14 บ้านเกาะแรด จ.พังงา

กิจกรรมพับนกกระดาษ ส่งแรงใจให้น้องและครอบครัวผู้กล้า ลุกขึ้นสู้ เป็น1 ในกิจกรรมเวที เสวนา “มองรอบด้าน บทเรียนหลังคำพิพากษาคดีบ้านเกาะแรด จ.พังงา” ที่จัดขึ้นโดย 6 เครือข่าย โครงการปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม  ภายในเวทีเสวนา ได้เปิดคลิปวีดีโอ สะท้อนหัวอกของผู้เป็นแม่ที่รุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องลูกสาว ท่ามกลางความเจ็บปวด แรงกดดัน ความเกลียดชัง การดูถูก การถูกคุกคาม ข่มขู่

นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ในฐานะผู้ติดตามและเคลื่อนไหวประเด็นความรุนแรงทางเพศ ค่อนข้างโน้มเอียงไปทางผู้เสียหาย เหตุผลที่ยังหาข้อหักล้างไม่ได้ คือ พวกเขายอมอับอาย ยอมถูกประจาน ยอมถูกดูถูก รังเกียจเดียดฉันท์ พร้อมยอมรับการลงพื้นที่ทำงานเคสนี้ยากมาก

ทีมมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ เป็นทีมแรกที่เข้าช่วยเหลือครอบครัวผู้ถูกกระทำ เพื่อยืนยันความยุติธรรม การคุ้มครองพยาน ฟื้นฟูจิตใจ ให้ความมั่นใจกับผู้เสียหายในฐานะผู้ถูกกระทำ การประเมินช่องว่าง จุดอ่อนและหาทางเติมช่องว่าง  ให้ความมั่นใจกับผู้เสียหายถือเป็นเรื่องสำคัญสุด

เป้าหมายคือผู้เสียหายต้องกล้าพูดความจริง และความจริงจะนำไปสู่การลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าผู้กระทำจะมีอิทธิพลมีอำนาจแฝง  ต่อจากนี้ทุกฝ่ายมีสิทธิต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ จนถึงฏีกา  แต่สิ่งที่ต้องมาขบคิดกันโดยเร็ว คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในพื้นที่ใหม่ของครอบครัวนี้ จะเป็นอย่างไร

ด้าน น.ส.อรวรรณ วิมลรังครัตน์ ทนายโจทย์ร่วม บอกว่า ความยากของคดีเกาะแรด คือ มีผู้ต้องหาจำนวนมาก และเหตุการณ์เกิดขึ้นจำนวนหลายครั้งกรณีนี้ ถือว่าเด็กผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานแค่คนเดียวในการชี้ว่าใครเป็นคนกระทำ ขณะที่ในส่วนของพยานแวดล้อมเป็นคนในพื้นที่และไม่กล้าที่จะมาให้ปากคำ

ซึ่งเป็นเรื่องของอิทธิพล ส่งผลให้ผู้เสียหาย ครอบครัวไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้เลย  “คดีที่สามารถดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ ต้องนับถือครอบครัวของผู้เสียหายที่เขาลุกขึ้นมาต่อสู้

โดยอัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดพังงา นายจิรวัฒน์ สวัสดิชัย ระบุว่า จุดแข็งของคดีนี้คือ เด็กสามารถจดจำเหตุการณ์ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จดจำใบหน้าคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีเป็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกันและชุมชนใกล้เคียง

มาวันนี้ต้องตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย ที่คนในชุมชนในหมู่บ้าน ญาติพี่น้องที่รู้จักกัน ถึงก่อแบบนี้ขึ้น โดยชุมชนไม่คิดหาทางแก้ไขและป้องกันหรือให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัว แต่กลับไปซ้ำเติมตัวเด็กและครอบครัว