ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จัดเสวนา “นโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยภายใต้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง”มีพรรคการเมืองกว่า 7 พรรคเข้าร่วมเสวนา อาทิ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการคณะนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เป็นต้น
ซึ่งทุกพรรคเห็นตรงกัน ว่า ตลาดทุนไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้ โดยช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่กำลังจะล้ม ที่สำคัญตลาดทุนไทยมีมันสมองจำนวนมาก ควรตั้งที่ปรึกษาเพื่อค่อยแนะนำผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและเล็กให้มีกำไร และอยากให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ด้วย ไม่ใช่เฉพาะเศรษฐีและคนชั้นกลางเท่านั้น
สำหรับนโยบายของแต่พรรคที่จะเสนอเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น โดยพรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคกล่าวว่า เราชู 3 พันธกิจหลัก คือ สวัสดิการประชารัฐ เศรษฐกิจประชารัฐ และสังคมประชารัฐ โดยไม่เน้นการแจกเงิน แต่จะเป็นการทำให้คนไทยมีในสิ่งที่ควรจะมีเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำซึ่งมีหลายมิติ โดยเฉพาะรายได้ แต่ยังมีในส่วนอื่นๆ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข การศึกษา ที่ในอนาคตจะต้องได้รับการแก้ไข ต้องกระจายไปยังทุกภูมมิภาค ไม่ใช่เฉพาะใน EEC แต่ทุกภาคส่วนต้องยึดโยงกันรวม ถึงประเทศเพื่อนบ้าน ต้องมีการกระจายความเจริญ ที่มีแผนอย่างชัดเจน ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการคณะนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า 4 ปีหลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมกำหนดนโยบายที่สำคัญด้านเศรษฐกิจ 5 เรื่อง โดยเรื่องสำคัญ คือการผลักดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย เติบโตขึ้นแตะระดับ 2500 จุด เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงเศรษฐกิจของประเทศที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องซึ่งเศรษฐกิจในอีก 4 ปีข้างหน้าทางพรรคเห็นว่า จะมาจากกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าและประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลักคิดพรรคเพื่อไทยจะ สืบเนื่องจากปี 2554 โดยเฉพาะแนวทางการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เช่น การลดรายจ่ายโดยลดอัตราภาษี เพื่อลดภาระให้ประชาชน สร้างรายได้ใหม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการพักเงินต้นพักดอกเบี้ย เพื่อดูแลประชาชนที่มีภาระหนี้สิน
อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า อยากให้พรรคการเมืองให้ความสนใจกับตลาดทุน เพราะตลาดทุนถือเป็นแหล่งระดมทุน ถ้ายิ่งทำให้เข้มแข็งจะยิ่งได้ประโยชน์ โดยเชื่อว่าช่วงที่มีการเลือกตั้งจะส่งผลดีให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนคึกคัก โดยอาจจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้ามาระดับ 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ตลาดทุนไม่ได้กังวลในเรื่องการเลือกตั้งไปมากกว่าความมีเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะหากหลังเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เกินกว่า 300 เสียงก็จะทำให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะในขณะนี้ต่างชาติยังไม่มั่นใจถึงอายุของรัฐบาล