
นายกฯเมินร่วมเวทีดีเบต ชี้เสียเวลาประดิษฐ์ประดอยคำ เหน็บโจมตีไปมาไม่ได้สารัตถะ แนะดูตัวอย่างต่างชาติ ลั่นไม่ได้กลัว-ไม่โกรธคนยุ ย้ำวิสัยทัศน์”มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”บอกลืมหมดแล้วใช่ไหมช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวหนังสือ”ประชารัฐ สร้างชาติ”ว่า ตนได้เห็นหนังสือดังกล่าวแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริงของตนเอง แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแจกส.ส.และสมาชิกพรรคเท่านั้น เนื่องจากพรรคเสนอชื่อตนเองเป็นนายกฯจากบัญชีรายชื่อพรรค ส่วนได้มีการเตรียมตัวหรือไม่หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พิจารณาว่าสามารถขึ้นเวทีดีเบตได้นั้น ตนเตรียมตัวมานานแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นความจำเป็นในการดีเบต และไม่ใช่กลัวหรือไม่กลัว ซึ่งต้องดูว่าเวทีดีเบตเป็นอย่างไร เพราะเป็นการโจมตีกันส่วนใหญ่ ไม่เคยมีสารัตถะ และเถียงกันในตอนต้น พอถึงตอนปลายไม่มีใครสนใจนโยบายแล้ว แต่ไปอินกับการโจมตีกันนั้นคนนี้ รวมถึงเล่นงานกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ และขอไปดูการดีเบตในต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นตนคงไม่ไปไม่ว่าใครจะมากระตุ้นอะไรก็ไม่โกรธและไม่กลัว
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญวันนี้กำลังทำงาน จึงเป็นการเสียเวลา ที่ต้องไปประดิษฐ์ประดอยคำพูดต่างๆออกมาให้ปวดหัว เพราะแค่ทำงานในระบบก็แย่พออยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งต่างๆเป้นข้อเท็จจริงอยู่แล้ว หากต้องการทราบวิสัยทัศน์ของตนในฐานะที่จะเป็นนายกฯต่อไปสมมุติได้เป็น ซึ่งวิสัยทัศน์มีอยู่แล้ว คือ มั่งคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภายใต้ปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจบแล้ว ขณะที่นโยบายทั้ง 11 ด้านของรัฐบาล รวมถึงวาระแห่งชาติต่างๆก็ได้แก้ไขปัญหาไปหมดแล้ว ตนได้แสดงฝีมือให้เห็นแล้ว แต่หากจถามว่าในอนาคตหากได้เป็นนายกฯต่อจะทำอะไรต่อนั้น ที่ผ่านมาได้จัดทำยุทธศาสตร์ แผนแม่บท และกฎหมายการเงินการคลัง รวมถึงกฎหมายต่างๆออกมาแล้ว และทุกอย่างไม่ได้แก้ที่ปลายทาง จะต้องแก้ที่ต้นทางด้วย
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ทกอย่างพูดลอยๆไม่ได้จึงต้องมีกฎหมายทั้งหมด หากเลิกไม่ทำก็ต้องไปว่ากันในเรื่องกฎหมายกันใหม่ ขณะเดียวกัน 5 ปี แรกสำคัญที่สุด และต้องทำต่อเนื่อง ส่วนเข้า 5 ปีต่อมาแล้วแต่ว่ารัฐบาลใดเข้ามา แต่ต้องตอบคำถามทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ด้วย ไม่ว่าจะเลือกพรรคใดอยู่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้ายก็ถือว่าเป็นประชาชนคนไทย รวมถึงการคิดนโยบายอะไรก็ตามต้องปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ ตนไม่อยากพูดโต้ตอบกับใคร แต่ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าจริงว่าการบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่เรื่องง่าย
พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านทางโซเชียลมีเดีย ระบุว่ามีบุคคลที่อ้างชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากพรรคพลังประชารัฐโทรศัพท์สอบถามชาวบ้าน โดยอเงินไขว่าถ้าอยากมีบัตรประชารัฐต่อไปก็ต้องเลือกพรรคพลังประชารัฐ ว่า ตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีไปตรวจสอบกับพรคการเมืองดังกล่าวได้ว่าทำจริงหรือไม่ และได้รับรายงานในชั้นต้นยืนยันว่าไม่มี และไม่ได้ทำ อีกทั้งพรรคได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว ดังนั้นใครให้ข้อมูล่านสื่อโซเชียลต้องระมัดระวัง พร้อมย้ำว่ากฎหมายมีทุกตัว จะให้อิสระจนมีการบิดเบือนมากๆไม่ได้ ซึ่งขณะนี้มีข่าวลวงและคลิปปลอมจำนวนมาก และได้มีการฟ้องจับกุมไปแล้ว9 คน และฝ่ายความมั่นคงได้จับกุมไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องไปสั่งการเพิ่มเติม
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้หลายเรื่องกลายเป็นประเด็นการเมือง ซึ่งอาจะเป็นการให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งและการหาเสียง แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะหากพูดกันไปมาจนไม่มีสาระอะไรเลย กลายป็นการฟ้องกันมาจะทำอย่างไร และจะให้ตนแก้ปัญหาอย่างไร อีกทั้งหากการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ยังมีการฟ้องเละแบบนี้จะทำอย่างไร ดังนั้นขอให้ทุกคนลดท่าทีของตนเองไปบ้าง หากพูดถึงนโยบายก็จะบอกว่าจะทำอย่างไร และให้เงินจากที่ไหน ซึ่งวันนี้รัฐบาลคำนึงของรายได้ของประเทศ และไม่ให้หนี้สาธารณะเพิ่ม รวมถึงสอดคล้องกับแผนแม่บทและแผนสภาพัฒน์ฯ 5 ปี เคยมีใครทำงานแบบนี้หรือไม่ ดังนั้นหลายเรื่องที่สามารถเร่งรัดได้โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้
“รัฐบาลทำมาตลอด 5 ปี ใน 11 นโยบาย แก้ปัญหาหลายอย่าง เดินหน้าไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีอีกหลายระดับที่ต้องทำต่อ ดังนั้นการที่ผมมาพูดทุกวันนี้ ถ้าถามว่ามีวิสัยทัศน์หรือไม่ ที่ผมคิดและทำนโยบายออกมาใช่การแสดงวิสัยทัศน์ของตนหรอกในทางที่ถูกต้องในฐานะรัฐบาลและคสช. และถ้าไม่เอาทหารไปเสริมก็ทำไม่ทันในทุกเรื่อง การตรวจสอบ การแก้ปัญหาหนี้สิน หลายคนบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ทหาร และหน้าที่ของใคร เขาทำไหวไหม ทหารไปช่วยไม่ได้ไปก้างล่วงและทหารมีแค่เบี้ยเลี้ยงเงินเดือนและสวัสดิการ ไม่มีโอที ทำไมไม่ดูเราลดงบประมาณตรงนี้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นก็ขอแบบข้าราชการอื่น ทำ 5 อย่าง ขอ 5 เบี้ยเลี้ยง นอกจากนี้ ผมไม่อยากห้เวลา 5 ปีเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยการโจมตีไปที่จุดตั้งต้นใหม่ มันไม่ใช่ ผมเลยจุดนั้นมาแล้ว ที่จะบอกว่าผมผิด ผมถูก ที่ผมเข้ามา มาเลยมาหรือยัง ซึ่งมันเลยมานานแล้ว 5 ปี จะย้อนกลับไปที่เก่าอีกหรือ ผมพ้นเวลาเหล่านั้นไปแล้วด้วยกฎหมาย หรืออะไรต่างๆก็แล้วแต่ และอย่าลืมที่ตนเข้ามามันเป็นวิธีการ ที่แก้ปัญหาประเทศชาติในขณะนั้น เมื่อเข้ามาแล้วเขาก็ต้องมีอำนาจให้ผมสามารถทำงานได้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ต่อเนื่องก็แค่นั้น และทำไมต้องตีกัน กลับไปกลับมาอีกรอบ ลืมกันหมดหรือยังตั้งแต่ 22 พ.ค. ลืมหมดแล้วใช่ไหมจ๊ะ ”