นักธุรกิจเดินหน้าเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีถูกธนาคารเบิกถอนเงินสูญกว่า 8 ล้านบาท ทำให้ตนเองได้รับความเดือดร้อน
นายเอกวิชช์ เกศเจริญ อายุ 39 ปี ชาว ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ผู้เสียหายจากการถูกปลอมลายมือชื่อเบิกเงิน 8 ล้าน 3 แสนบาท จากธนาคารกรุงไทย จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อขอความเป็นธรรมในเรื่องคดีความ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวผ่านมานานกว่า 10 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า จากนั้นจะไปเดินทางเข้าพบกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่ ถ.เพลินจิต
ก่อนหน้านี้นายเอกวิชช์ เคยขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเสาวิทยุสื่อสารสูงเท่าตึก 10 ชั้น โดยมีสภาพที่ อ่อนล้ามีป้ายผ้าขนาดใหญ่ขึงไว้ข้อความว่า "เงิน 8.3 ล้านบาทหายไปในพริบตา" เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเกลี้ยกล่อมนานกว่าชั่วโมงจน นายเอกวิชช์ ยินยอมลงมาพร้อมเปิดเผยว่าตนมา ปีนเสาที่นี่ตั้งแต่หกโมงเช้าโดยเดินทางมาจากบ้านที่ จ.นครสวรรค์ และก็ไม่คิดจะโดดเพียงแต่จะขอความเป็นธรรม
รายงานข่าวจากธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า กรณีดังกล่าวลูกค้าได้ยื่นฟ้องธนาคารในคดีความแพ่งต่อศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2560 ต่อมาลูกค้าได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2561 โดยขณะนี้ นายเอกวิชช์ ได้ยื่นฎีกาและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งเมื่อศาลมีคำพิพากษาเป็นเช่นใดทางธนาคารก็จะยอมรับคำตัดสิน เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยตามพยานเอกสารและหลักฐานต่างๆ รวมทั้งพยานบุคคลที่คู่ความทั้ง 2 ฝ่าย นำสืบพยานแสดงต่อศาลซึ่งทุกฝ่ายไม่ควรล่วงละเมิดคำตัดสินของศาล ที่ผ่านมานายเอกวิชช์ได้ยื่นศาลสู้คดีมาโดยตลอด แต่ธนาคารกรุงไทยก็เป็นฝ่ายชนะมาโดยตลอดจนเหลือศาลฎีกาสุดท้าย ซึ่งต้องรอคำชี้ขาดเท่านั้น