กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พร้อมอดีตผู้พิพากษา ระบุ กรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นสื่อ อาจจะส่งผลประทบต่ออนาคตทางการเมือง เพราะฐานความผิดชัดเจน
นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์เฟซบุ๊ก PaisalPuechmongkol โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงการถือหุ้นบริษัทสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ก่อนหน้านั้นนายธนาธรได้ปฏิเสธ ว่าจัดการโอนหุ้นเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้งจึงไม่กระทบต่อคุณสมบัติ
โพสต์ของนายไพศาล ระบุว่า ถ้ากรณีนี้มีองค์ประกอบครบ นายธนาธร จะถูกน็อกทันที ซึ่งประกอบด้วย 1.โอนหุ้นหลังวันสมัครรับเลือกตั้ง 2.ไม่จดแจ้งการโอนหุ้นในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท และ 3.เป็นการถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจสื่อหรือสิ่งพิมพ์
ด้านนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การที่นายธนาธรอ้างว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ไม่ได้ผลิตหนังสือพิมพ์แล้ว น่าจะไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะตราบใดที่บริษัท วี-ลัค มีเดียจำกัด ยังไม่จดทะเบียนเลิกบริษัทหรือจดทะเบียนเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของบริษัทโดยยกเลิกการประกอบกิจการเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ ก็ต้องถือว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ยังประกอบกิจการอยู่ และวัตถุสงค์ดังกล่าวก็ยังมีอยู่เช่นเดียวกัน และขณะนี้ทราบ กกต. กำลังขอข้อมูลจาก 3 แหล่ง เพื่อเอาผิดกับนายธนาธรแล้ว เพื่อวินิจฉัยว่าการถือหุ้นจะทำให้การสมัครเป็น ส.ส. ขาดคุณสมัติหรือไม่
ส่วนกรณีที่นายธนาธรกล่าวดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี ก็มีข่าวไปในทางที่ดีเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายธนาธร ได้ชี้แจงถึงกรณีหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย ว่าบริษัทดังกล่างมีธุรกิจ 2 ประเภท คือ ทำนิตยสารของตัวเอง คือ นิตยสาร Who และรับจ้างทำนิตยสารให้กับผู้อื่น คือ นิตยสารจิ๊บจิ๊บ ของสายการบิน Nok air และนิตยสารของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งธุรกิจทั้งหมด ผู้บริหารของบริษัท วี-ลัค มีเดียเห็นความปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงตัดสินใจที่จะปิดตัวนิตยสาร Who ตั้งแต่ ปี 2559 ส่วนนิตยสารของบริษัท Nok air และธนาคารไทยพาณิชย์ ปิดตัวลงตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ว่าจ้าง ตามลำดับ โดยฉบับสุดท้ายพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม 2561 พนักงานทั้งหมด ถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม ขณะที่ผู้ถือหุ้นเองมีมติปิดกิจการไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องปกปิด เพราะบริษัทกำลังจะปิดตัวอยู่แล้วในทางธุรกิจ ในส่วนของงบการเงินตั้งแต่ปี 2562 จะพบว่าบริษัทไม่มีรายรับใดๆ ทั้งสิ้น