ถอดถอน กกต. หรือจะเป็นแค่ ฝันค้าง ที่ยังไม่เห็นปลายทาง

ถอดถอน กกต. หรือจะเป็นแค่ ฝันค้าง ที่ยังไม่เห็นปลายทาง

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

ถอดถอน กกต. หรือจะเป็นแค่ ฝันค้าง ที่ยังไม่เห็นปลายทาง

คึกคักกันเต็มที่กับการสร้างกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อล่าชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลายต่อหลายกลุ่ม ออกมาเคลื่อนไหวแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ ที่ชัดเจนก็เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแยกราชประสงค์

โดยที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีผู้ร่วมลงชื่อไปราว 4000-5000คน และประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อ

1.ให้ กกต. แสดงออกให้เห็นถึงสถานะของ กกต. อย่างชัดเจน ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เป็นอิสระไร้การครอบงำ

2.ให้เปิดเผยข้อมูลการเลือกตั้งในทุกหน่วยอย่างละเอียดที่สุด ทั้งบัตรเสียและคะแนนต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลตรงกันกับคะแนนที่ประกาศออกมา

3.ให้ กกต.ติดตามบัตรเลือกตั้งที่ส่งไปผิดหน่วย รวมถึงบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ตีเป็นบัตรเสียให้นำมานับอย่างเป็นทางการ

ในทางสังคม โดยเฉพาะ สื่อสังคมออนไลน์นั้น ที่ผ่านมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น หรือแม้กระทั่งก่อนเกิดการเลือกตั้งก็ตาม กกต.ต่างถูกวิพากย์ วิจารณ์ และตั้งข้่อสังเกตในหลายเรื่อง เกี่ยวกับความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้เกิดกระแสสังคมการรวมตัวของคนกลุ่มหนึ่งผ่านช่องทางเว็บไซต์ ผ่านการคอมเมนท์ ต่างๆนานามากมาย ลุกลามไปจนถึงขั้นการล่าชื่อเพื่อถอดถอนตามกระบวนการทางกฎหมาย

สปริงนิวส์ ออนไลน์ จึงขออธิบายขั้นตอนการเข้าชื่อถอดถอนข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้ คือ การเข้าชื่อ 20,000 ชื่อ เพื่อยืนถอดถอน ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ให้กระทำผ่านช่องทาง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. (ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓๖ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเฉพาะที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ตามมาตรา ๒๓๔ (๑) ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวน ข้อเท็จจริง และหากมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เห็นว่าผู้นั้น มีพฤติการณ์หรือกระทําความผิดตามที่ไต่สวนให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่อง ต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ทั้งนี้ ให้นําความในมาตรา ๒๒๖ วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษา ของศาลฎีกาโดยอนุโลม

(๒) กรณีอื่นนอกจาก (๑) ให้ส่งสํานวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟ้องคดี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือดําเนินการอื่นตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต)

โดย ป.ป.ช. จะมีระยะเวลาพิจารณาเรื่องดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนดกรอบไว้(มาตรา ๔๘ เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ ว่ามีการกระทําความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จําเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและ มีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันเริ่มดําเนินการไต่สวน ในการกําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. คํานึงถึงความรวดเร็ว ความยากง่าย ของการไต่สวน และอายุความของการดําเนินการในเรื่องนั้น โดยจะระบุระยะเวลาของการไต่สวนข้อกล่าวหา แต่ละประเภทที่แตกต่างกันก็ได้ ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นอันไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจขยายระยะเวลาออกไปตามที่จําเป็นได้แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสามปี เว้นแต่ เป็นเรื่องที่จําเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงานของต่างประเทศดําเนินการ ไต่สวนให้ หรือขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จําเป็นก็ได้)

ก่อนนำเรื่อง ส่งต่อได้ สองทาง คือ กรณีข้อกล่าวหาผิดจริยธรรมร้ายแรงให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องตรงต่อศาลฏีกา เพื่อพิจารณา ส่วนหากเป็นกรณีข้อกล่าวหาอื่น ให้ ป.ป.ช. ส่งเรื่องต่อไปยังอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาส่งฟ้องร้องต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อไป

กระทั่งเมื่อศาลมีคำสั่งประทับ รับฟ้อง การทำหน้าที่ของ กกต. จึงมีอันต้องหยุดไปจนกว่าจะมีคำพิพากษา

ดูตามกระบวนการ และขั้นตอนของกฎหมายแล้ว เชื่อว่ากว่าเรื่องจะส่งถึงศาลจนมีความเห็น น่าจะเลยวันที่ 9 พ.ค. ไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าจะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ในการเดินตามเส้นทางสายนี้ จึงไม่อาจนำเรื่องไปสู่การเป็นโมฆะของการเลือกตั้งได้ และกว่าเรื่องจะถูกส่งต่อสู่กระบวนการศาลยุติธรรมนั้น น่าจะใช้เวลาในขั้นตอนของ ป.ป.ช. ระยะหนึ่งก่อน ซึ่งตามกฎหมายให้กรอบเวลาไว้เป็น ปี

การออกมาเคลื่อนไหวกันดังกล่าว แม้จะดูว่าปลายทางอาจไม่ได้ดั่งใจเหล่าฮาร์ดคอร์ ในโลกโซเชี่ยลเท่าใดนัก แต่ก็ถือเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ แห่งความไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ในระดับหนึ่งไปแล้วเช่นกัน

related