เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพอัพเกรด วิธีการต้มตุ๋นหลากหลายรูปแบบแต่ส่วนใหญ่เน้นเอาของมีราคามาจูงใจ วานนี้ กองปราบ ตามจับแก๊งต้มตุ๋น หลอกเหยื่อขอซื้อเพชรมูลค่า 7 ล้าน อ้างนำไปขายต่อไฮโซ พร้อมยืมเงินสดอีก 5 แสนหนีลอยนวล ส่วนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เตือนภัย แก๊งหลอกจับสลากอาละวาด อ้างลงทุน 5 บาทได้รถไถนา
ชาวบ้าน หมู่ที่ 5 บ้านหนองเชือก ต.เมืองแก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ร้องเรียนมีกลุ่มมิจฉาชีพมาอาละวาด และอยากจะแจ้งเตือนให้ชาวบ้านทั่วไปให้ระวังกลุ่มคนกลุ่มนี้
นางทวี ยาวรัมย์ เปิดเผยว่าผู้ตกเป็นเหยื่อคือ น้องชาย ถูกกลุ่มมิจฉาชีพบังคับเอาเงินไปจำนวน 1,000 บาท โดยแก๊งนี้มีทั้งหมด 3 คน ผู้ชาย 2 คน และผู้หญิงอีก 1 คน ทั้งหมดอายุประมาณ 35-40 ปี พฤติกรรมคือ แก๊งนี้จะขับรถกระบะโตโยต้า 4 ประตู รุ่นวีโว่สีขาว หมายเลขทะเบียน ขค-8664 ขอนแก่น เสนอขายสินค้าเป็นน้ำยาซักผ้าซองละ 5 บาท พร้อมกับโฆษณาว่า ภายในน้ำยาซักผ้าแต่ละซองจะมีสลากอยู่ภายใน ซึ่งจะระบุรางวัลเป็นรถไถนา รถกระบะ รถจักรยานยนต์ เครื่องตัดหญ้า และเครื่องใช้อื่นๆ อีกหลายรายการ หากจับได้รางวัลจะต้องเสียเงินส่วนหนึ่งจึงจะได้รับของ
นางทวี เอะใจจึงไม่ยอมจับ แต่น้องชายอยากจะลองเพราะราคาเพียง 5 บาท ซื้อ 3 ซอง รวมเป็นเงิน15 บาท ซองสุดท้ายเปิดมาจะได้หม้อหุงข้าว จากนั้น 1 ในแก๊ง บอกจะต้องจ่ายเงิน 1,999 บาท เป็นค่าหม้อหุงข้าว นางทวีจึงทักท้วง เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋นแน่ๆ เพราะของราคาแค่ 300-350 บาท ทำให้ทั้ง 3 คนไม่พอใจพยายามข่มขู่เหมือนจะทำร้าย จนต้องต่อรอง และยอมจ่ายเป็นเงิน 1,000 บาท
ต่อมาลูกสะใภ้ และลูกชาย บอกว่าจะไปแจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ กลุ่มมิจฉาชีพทั้ง 3 จึงรีบยกเอาหม้อหุงข้าวพร้อมน้ำยาซักผ้าและเงินอีกจำนวน 1,000 บาท ขึ้นรถหนีไปอย่างรวดเร็ว จึงอยากจะแจ้งเตือนพี่น้องชาวอีสานให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้ เบื้องต้นได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ชุมแสง อ.สตึก ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนที่กรุงเทพฯ วานนี้ (8 เม.ย.) ตำรวจกองปราบปรามจับ น.ส.จุฑารัตน์ อายุ 54 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครเหนือ ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2561 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม 2560 ถึง เดือนพฤษภาคม 2560 น.ส.จุฑารัตน์ ผู้ต้องหาร่วมกับพวกรวม 4 คน ติดต่อซื้อขายเครื่องประดับเพชรพลอยกับผู้เสียหาย จำนวน 18 รายการ รวมมูลค่ากว่า 7,000,000 บาท โดยอ้างว่าขอเอาสินค้าไปก่อน และจะจ่ายเงินให้ผู้เสียหายในภายหลัง พร้อมกับหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินมาให้อีก 500,000 บาท และผัดผ่อนมาตลอด กระทั่งผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอก จึงแจ้งความที่กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม จากนั้นพนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ หลังเชิญตัวมารับทราบข้อกล่าวหา แต่ได้หลบหนีไป เบื้องต้น น.ส.จุฑารัตน์ ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ แต่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
วันเดียวกันตำรวจ สน.บางขุนเทียน นำกำลังเข้าจับกุม นายพายุทัศ หรือ “เปรี้ยว” พองภู่ อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาสาวประเภท 2 โดยประมาณ 3 ปี ก่อน นายพายุทัศ เปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “บ้านแชร์ทองลงทุนกินดอก” ชักชวนผู้เสียหายหลายสิบราย โอนเงินมาลงทุนซื้อทอง แล้วอ้างว่าจะมีเงินปันผลให้ ซึ่งช่วงแรกๆจ่ายเงินปันผลคืนให้จริง แต่เมื่อหลอกเหยื่อจนตายใจยินยอมโอนเงินให้คราวละมากๆ แล้ว นายพายุทัศ ก็ปิดเพจหลบหนีไป ไม่สามารถติดตามตัวได้ ยอดรวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท
จากการสอบสวน นายพายุทัศ ยอมรับว่า เงินที่ได้มาจากการก่อเหตุนั้นปัจจุบันนี้ใช้จ่ายหมดไปกับการเที่ยวเตร่ เลี้ยงผู้ชาย และค่าเช่าห้องพักไปหมดแล้ว ทุกวันนี้ต้องไปทำงานเป็นพนักงานบาร์เกย์หารับแขกต่างชาติ ย่านถนนสีลม