
การประชุมสุดยอดอาเซียนแบบเต็มคณะ ได้เริ่มขึ้นแล้วโดยผู้นำสิบชาติจะหารือแนวทางการขับเคลื่อนอาเซียน ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การประชุมสุดยอดอาเซียน แบบเต็มคณะครั้งที่ 34 หรือ Plenary จัดขึ้นที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมดิ แอทธินี มีผู้นำทั้งสิบชาติของอาเซียนเข้าร่วม โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีกับนายโจโก วิโดโดที่ชนะการเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีของอินโดนีเซียอีกสมัย และได้กล่าวต้อนรับผู้นำของชาติสมาชิกอาเซียน และพูดถึงความท้าทายของอาเซียนที่ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น ปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง และปัญหาด้านความมั่นคง แต่หลังจากนั้นพลเอกประยุทธ์ได้ขอให้ผู้สื่อข่าวและช่างภาพออกจากห้องประชุม เพื่อดำเนินการประชุมต่อ ซึ่งเมื่อทราบผลการประชุม เราจะมีการรายงานให้ทราบต่อไป
ก่อนที่จะมีการประชุมแบบเต็มคณะ พลเอกประยุทธ์ได้หารือแบบทวิภาคีกับผู้นำสามชาติ คือ ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีเหวียน ซวนฟุกของเวียดนาม และนางอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า มีการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนสมัยพิเศษ มีวาระสำคัญคือการเร่งผลักดันการลงนามข้อตกลง RCEP หรือ ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค ให้สำเร็จภายในปีนี้ โดย RCEP เป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่รวมอาเซียนสิบชาติ กับหกชาติคู่เจรจา นั้นก็คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย เปิดเผยว่า RCEP คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้อาเซียนมีศักยภาพอย่างเข้มแข็ง และเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นๆได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่นายมาร์ติน อันดานาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารของฟิลิปปินส์ระบุว่า อาเซียนจำเป็นต้องมีการค้าเสรี หลังสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯทำให้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
ขณะที่อีกการประชุมคือ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ วิกฤตโรฮิงญา ซึ่งนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ได้เรียกร้องก่อนเดินทางมาถึงไทยว่า ต้องการให้ผู้นำชาติอาเซียนช่วยกัน ยุติการกดขี่ข่มเหงชนกลุ่มน้อยมุสลิมโรฮิงญา ในรัฐยะไข่ของเมียนมา
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนวันนี้ ได้หารือเรื่องการส่งตัวชาวโรฮิงญาที่อยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวฝั่งบังกลาเทศ กลับคืนถิ่นฐานที่เมียนมา โดยที่ประชุมได้รับแจ้งจากเมียนมาว่า ในขณะนี้เมียนมาเตรียมออกเอกสารแสดงตัวตนให้กับผู้ลี้ภัยรัฐยะไข่ และยืนยันความปลอดภัยในพื้นที่รัฐยะไข่ อีกด้วย
ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ยังทราบถึงข้อติดขัดของการส่งกลับผู้ลี้ภัยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา และพบว่า ที่ผ่านมา มีปัจจัยบางอย่างที่เข้ามาแทรกที่ทำให้กลุ่มผู้ลี้ภัยที่ได้รับการคัดกรองแล้ว เกิดไม่มั่นใจในความปลอดภัย จึงไม่ยอมกลับไปยังรัฐยะไข่
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุว่า กระบวนการเจรจาหารือส่งผู้ลี้ภัยกลับจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับจะทำโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นที่ถูกจับตาของนานาชาติ และอาเซียนจะพยายามช่วยกันดูแลในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ นายดอนยังเผยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเห็นพ้อง ตามที่สมาคมฟุตบอลของบรรดาชาติสมาชิก เห็นชอบเสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วม จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในนามอาเซียนอีก 15 ปีหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม จะต้องนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมระดับผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 ให้พิจารณาและเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ ถ้าที่ประชุมให้การอนุมัติ ก็จะนำไปสู่กระบวนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกต่อไป
ขณะที่นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผยว่า ในการประชุมผู้นำครั้งนี้ มีเอกสารที่ต้องให้การรับรอง 17 ฉบับ โดยเอกสารที่สำคัญก็คือการ ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ส่วนเอกสารสำคัญอีกฉบับ คือ ปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยการต่อสู้ปัญหาขยะทางทะเล
ทั้งนี้ ห้าชาติในเอเชีย ประกอบด้วย จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ปริมาณมากกว่าครึ่งของขยะที่พลาสติกทั้งหมดที่มีถึงแปดล้านตันต่อปี ทำให้ชาติเอเชียถูกตำหนิว่าไม่พยายามแก้ไขสถานการณ์ขยะนี้
สำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียนของไทยในครั้งนี้ ก็ได้นำร่องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ร่วมงาน เช่น สมุดรีไซเคิล กระเป๋าผ้า ภาชนะอาหารที่ทำจากพลาสติกรียูส เป็นต้น
ในค่ำนี้หลังการประชุมแบบเต็มคณะของผู้นำอาเซียน ก็จะมีงานเลี้ยงอาหารค่ำ ภายใต้ชื่องานเลี้ยง " มาลัย ไนท์" อาหารไทยที่จะนำเสนอในช่วงค่ำนี้ เน้นอาหารไทยชาววัง ในยุครัชสมัยรัชกาลที่ 1-5 เพื่อแสดงความสวยงามของวัฒนธรรมให้ผู้แทนชาติอาเซียนได้ชื่นชม