"ปธ.ศาลอุทธรณ์" ชี้ขาดข้อกฎหมาย ฟ้อง "7 กกต." ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รับรอง "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ

"ปธ.ศาลอุทธรณ์" ชี้ขาดข้อกฎหมาย ฟ้อง "7 กกต." ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รับรอง "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ

ปธ.ศาลอุทธรณ์ ชี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง มีอำนาจพิจารณา กรณี หน.พรรค ปชต.ใหม่ ฟ้องคณะ กกต. ทำหน้าที่มิชอบปมรับรองคุณสมบัติ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ถือ กกต. เป็นเจ้าพนักงาน ตาม ป.อาญา ที่ระบุในกฎหมาย กกต.มาตรา 38 “ทนายวิญญัติ” ชี้ เป็นบรรทัดฐานใช้สิทธิฟ้อง กกต.เองได้

วันนี้ 30 ต.ค.62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ในการชี้ขาดประเด็นข้อกฎหมาย ที่วท.12 2562 ลงวันที่ 4 ก.ย.62 ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง หมายเลขดำ อท.542562 ที่ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และพวกรวม 2 คน ยื่นฟ้อง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต.รวม 7 คน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.พ.ศ.2560 มาตรา 25, 69 , พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 23 , 149 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91

"ปธ.ศาลอุทธรณ์" ชี้ขาดข้อกฎหมาย ฟ้อง "7 กกต." ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รับรอง "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ

ซึ่งขอให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ กกต.ทั้ง 7 คน มีกำหนด 20 ปีด้วยโดยชั้นตรวจคำฟ้องของศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง เห็นว่า กรณีมีปัญหาคำฟ้องนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงได้ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์เพื่อเสนอประธานศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ตามอำนาจ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11

"ปธ.ศาลอุทธรณ์" ชี้ขาดข้อกฎหมาย ฟ้อง "7 กกต." ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รับรอง "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ

โดยคำวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมาย ประธานศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 เมื่อจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่ง ประธาน กกต. และจำเลยที่ 2-7 ดำรงตำแหน่ง กกต.จำเลยทั้งเจ็ดจึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งเจ็ด จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 23 ประกอบมาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ฯ มาตรา 21 , 22 ,38 ไม่ตรวจคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แจ้งว่าจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และร่วมกันออกประกาศ กกต.เรื่องการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 11 ก.พ.62 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐ แจ้งว่าจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 30 เพื่อให้เป็นคุณแก่พรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 มี.ค.62 (การจเลือกตั้งล่วงหน้า)

"ปธ.ศาลอุทธรณ์" ชี้ขาดข้อกฎหมาย ฟ้อง "7 กกต." ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ รับรอง "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ

 

และในวันที่ 24 มี.ค.62 (การเลือกตั้งทั่วไป)ทั้งเมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบการคัดเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งดังกล่าว ต่อมาเมื่อนายวิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และขอให้เพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าวจำเลยทั้งเจ็ด ยังคงให้มีการประกาศ กกต.เรื่องการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมือง จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไป เมื่อนายเรืองไกร ยื่นหนังสือขอให้ กกต.วินิจฉัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่เป็นครั้งที่ 2 จำเลยทั้งเจ็ดก็ยังคงปล่อยให้มีการประกาศเรื่องการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก

ซึ่งจำเลยทั้งเจ็ดรับทราบข้อโต้แย้งแล้วแต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่สั่งให้ระงับยับยั้งหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้การเลือกตั้งการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย กลับให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถรณรงค์หาเสียง หรือขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะที่เป็นผู้ถูกแสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐได้ ซึ่งความจริงพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.เป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ไม่มีคุณสมบัติ และ..ลักษณะต้องห้ามการเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 มาตรา 160 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 13 , 14 การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ด เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ฯ มาตรา 25,69 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 23 , 149 จึงเป็นกรณีที่มูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทุจริตต่อหน้าที่

หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ซึ่งหากจะฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามบทบัญญัติ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 23 กำหนดว่าผู้มีอำนาจฟ้องคดีได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตเเห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนดซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุดและ ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้องคดี แต่คดีนี้ผู้ฟ้อง คือโจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่อัยการสูงสุด หรือ ป.ป.ช.ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว

ประธานศาลอุทธรณ์ เห็นว่า เมื่อคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งเจ็ด ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 23 , 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ฯ มาตรา 38 กำหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งเจ็ด ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) จึงวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบผู้ข่าวรายงานว่า เมื่อประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีความเห็นชี้ขาดประเด็นข้อกฎหมาย ตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีอำนาจจะพิจาณาคำฟ้อง คดี กกต. ประพฤติมิชอบหรือไม่ได้

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะพิจารณาชั้นตรวจฟ้องต่อไปว่าคำฟ้องสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในชั้นตรวจฟ้อง (ฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่) ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.สำหรับคดีนี้ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 และเป็นบุคคลที่พรรคเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นายเกริกฤทธิ์ แจ้งพรมมา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 จ.ขอนแก่น ได้ยื่นฟ้อง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานอกกต. และ กกต. รวม 7 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 15 มี.ค.62

ทั้งนี้ในการมีคำวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เมื่อ นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะที่เคยยื่นหนังสือคัดค้านการประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และขอให้เพิกถอนชื่อบุคคลดังกล่าว ต่อ กกต. ได้ทราบคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ก็กล่าวว่า อาจถือว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ที่รับรองถึงการใช้สิทธิฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยตรง ซึ่งคำวินิจฉัยนี้ก็จะเป็นบรรทัดฐานว่าด้วยผู้มีอำนาจฟ้องคดีที่สำคัญต่อไป

related