5 สิ่งที่ควรพกติด เพื่อพิชิตแสงเหนือทั่วโลก

5 สิ่งที่ควรพกติด เพื่อพิชิตแสงเหนือทั่วโลก

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

ทริปล่าแสงเหนือคือหนึ่งใน Wishlist อันดับต้น ๆ ของนักเดินทางทั่วโลก ซึ่งหมุดหมายที่ผู้คนมักไปตั้งหลักรอ “แสงออโรร่า” ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความสะดวกของแต่ละคน ที่ฮิต ๆ ก็หนีไม่พ้นประเทศไอซ์แลนด์และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เพราะมีโอกาสที่จะได้เห็นปรากฏการณ์อันสวยงามมากกว่าที่อื่น นั่นหมายความว่า นอกจากจะมีเวลา มีกำลัง และมีใจ พร้อมจะไปล่าแสงเหนือแล้ว อาจจะต้องมีดวงที่จะได้พบกับธรรมชาติสุดอลังการนี้ด้วย วันนี้เราจะมาช่วยนักเดินทางเตรียมจัดกระเป๋า เอาอุปกรณ์ที่จะล่าแสงเหนือไว้ให้อยู่หมัด มาดูกันว่าควรพกอะไรติดตัวไปบ้าง

อุปกรณ์กันหนาว: แม้ว่าอากาศอันหนาวเย็น จะไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าเราจะมีโอกาสเห็นปรากฏการณ์แสงเหนือได้มากกว่า แต่โซนประเทศที่จะเห็นแสงเหนือได้นั้น ล้วนมีอากาศหนาวเย็นกว่าเมืองไทยแม้จะอยู่ในหน้าร้อน ดังนั้น เสื้อหนาวขนเป็ด ฮีทเทคสัก 2-3 ชุด กับหมวก บูธ และผ้าพันคอ เป็นอุปกรณ์ “จำเป็น” สำหรับการล่าแสงเหนือ เพราะคุณต้องอยู่กลางลมหนาวหลายชั่วโมง บางทีอาจจะข้ามคืนด้วยซ้ำ จึงต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ

อุปกรณ์แคมปิ้ง: อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากไปล่าแสงเหนืออย่างจริงจัง คือการรอแสงเหนือในที่แจ้ง หลายคนเลือกนอนมองท้องฟ้ากันแบบข้ามคืน แน่นอนว่าน่าจะมีโอกาสได้เห็นแสงสีฟ้า มากกว่าคนที่เลือกนอนในโรงแรมหรือรีสอร์ท อุปกรณ์ชิ้นใหญ่อย่างเต้นท์อาจจะไปหาเอาดาบหน้า แต่ของจุกจิกอย่างถุงนอน กระบอกน้ำ หรือแม้แต่อาหารกระป๋องก็อาจจะเตรียมไปเบื้องต้นได้ดีกว่า ที่สำคัญอย่าลืมเตรียม “ไฟฉาย” เพราะว่าเราจะมองเห็นแสงออโรร่าได้ในสถานที่ที่มีแสดงจากดวงไฟให้น้อยที่สุด ไฟฉายอาจจะช่วยได้เยอะ ในกรณีที่คุณต้องดับไฟใกล้ ๆ ตัวและเกิดอยากหาของชิ้นเล็ก ๆ จะได้ไม่ต้องเปิดไฟดวงใหญ่ซึ่งจะทำให้เราพลาดแสงเหนือไปได้

กล้องถ่ายภาพดีๆ สักกล้อง: ในที่สุดแล้วถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความอดทนบวกกับความโชคดี ได้เห็นแสงเหนือกับตาตัวเองแล้วล่ะก็ อย่าลืมเก็บภาพเป็นหลักฐานไว้ไปอวดเพื่อนให้ได้ภาคภูมิใจกันด้วย แต่แค่กล้องมือถืออาจไม่เพียงพอนะ! เพราะไม่สามารถเก็บแสงได้ตามธรรมชาติของมัน น่าจะต้องพึ่งพากล้อง DSLR หรือกล้อง Mirrorless เอาไว้บันทึกภาพแสงเหนือโดยเฉพาะ ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่างขาตั้งเบาๆ หรือฟิลเตอร์ ถ้าติดไปได้ก็ดี จะได้ไม่เสียใจทีหลัง เพราะปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ

ของขลังเสี่ยงดวง: สุดท้ายนี้ ต้องบอกว่าถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ถ้าไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สายมูเตลูที่ไหนว่าดี พกไปได้ ก็เอาเลย! เพราะการจะให้แสงเหนือปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ไม่ได้มีเวลาที่แน่นอน ต้องอาศัยทั้งอุณหภูมิ สถานที่ ทิศทางลม และอีกหลายประการ ดังนั้น ฝั่งหนึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะความพยายามและความอดทน แต่แน่นอนว่าอีกฝั่งมีปัจจัยมากมายที่เราล้วนควบคุมไม่ได้

วีซ่าและตั๋วเครื่องบิน: เอ้า! เตรียมอุปกรณ์กันครบแล้ว แต่ขาดวีซ่ากับตั๋วก็เครื่องบินก็อดเห็นของจริงนะคะ จุดปักหลักชมแสงแหนือก็มีให้เลือกหลายประเทศเลย โดยเฉพาะเส้นทางบินของการบินไทย ซึ่งมีรูทบินยอดฮิตทั้งนั้น เริ่มต้นกันที่กรุงเรยาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือยาวนาน 8 เดือนต่อปีเลยทีเดียว คือตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนไปจนถึงปลายเดือนเมษายน แต่ถ้าใครอยากได้บรรยากาศแบบนอร์ดิก การบินไทยก็มีรูทบินลงจุดชมแสงเหนือถึง 2 แห่ง คือทรอมโซ และอัลตา ประเทศนอร์เวย์ ส่วนใครที่อยากนอนพักในโรงแรมน้ำแข็งแบบชาวเอสกิโมและหลงรักเจ้าสุนัขฮัสกี้ ขอให้เลือก เมืองคิรูน่า ประเทศสวีเดน ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี และหากอยากเลือกหนึ่งในประเทศเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องของเชงเก้นวีซ่าสำหรับเดินทางเข้า-ออกประเทศในยุโรปด้วย สำหรับใครที่ไม่อยากทำเรื่องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก ขอเสนอให้คุณจัดทริปล่าแสงเหนือในประเทศรัสเซีย ที่นอกจากจะไม่ง้อวีซ่าแล้วยังประหยัดงบกิน-อยู่ได้มากกว่าทริปในยุโรป

ปัจจุบันมีอินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวหลายเจ้า ที่ไปเยือนมาแล้ว ก็ได้กลับมาบอกเล่าประสบการณ์ บางคนก็สมปรารถนา บางคนแม้ไม่ได้เห็นแสงเหนือด้วยตา แต่อย่างน้อยการไปสัมผัสบรรยากาศและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พวกเขาก็ได้อะไรกลับมาเกินคาด สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจลองเลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหน การบินไทย เขาก็มีไฟลท์บินไปเกือบทุกจุด ถ้ามีแพลนในหัวแล้วลองเช็กเที่ยวบินเล่น ๆ กันใน www.thaiairways.com ได้เลย และอย่าลืมฟิตร่างกายให้พร้อม เพราะนี่เป็นหนึ่งในทริปสุดหินที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกาย

related