
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
วันที่ 4-7-60-หลังจาก กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) พบแผนประทุษกรรมใหม่ ด้วยการโอนเงินตรงให้กับพระไม่เกี่ยวกับวัด ทำให้เตรียมตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุมัติงบอุดหนุนที่กำลังเป็นเป้าหมายตรวจสอบการทุจริต หากดูตามโครงสร้างการพิจารณางบ มีเพียงไม่กี่กองงานในสำนักพระพุทธศาสนาเเห่งชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
แผนประทุษกรรมทุจริตเงินอุดหนุนวัดรูปแบบใหม่ที่พบการโอนตรงไปยังบัญชีของพระ แทนที่จะโอนเข้าบัญชีวัด ทำให้เห็นชัดว่าทุจริตเงินอุดหนุนวัด ทำกันเป็นเครือข่ายแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีข้าราชเข้ามาเกี่ยวข้องหลายส่วน
เมื่อย้อนมองขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณที่ถูกจัดสรรให้กับวัดตั้งแต่ปี 2558 ถึง ปัจจุบัน ที่ดำเนินตามรูปแบบ วัดเป็นผู้ทำเรื่องเสนอของบประมาณ มายังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อให้สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติกลางเป็นผู้พิจารณา เพื่อส่งงบกลับมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดหรืออาจจะส่งตรงให้กับวัด ในรูปแบบโอนผ่านบัญชี
เมื่อเปิดโครงสร้างภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติจะพบว่า ได้แบ่งกองงานรับผิดชอบหน้าที่ด้วยกัน 7 กอง ภายใต้การกำกับดูแลโดยรองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติ 3 คน การจัดสรรดูแลงบประมาณ ตามโครงสร้างการบริหารแม้ว่าผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติจะมีอำนาจสูงสุด แต่การพิจารณางบอุดหนุน จะพิจารณาในรูปแบบของคณะกรรมการ
เมื่อจำแนกดูโครงการสร้างคณะกรรมการพิจารณางบอุดหนุน ซึ่งมีด้วยกัน 5-6 คน มีรองผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติทำหน้าที่ประธาน หากที่ประชุมเห็นชอบจะส่งเรื่องให้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติเซ็นรับรอง โดยไม่ทำการพิจารณาซ้ำอีก
การสืบสวนที่พบข้อมูลทุจริตงบอุดหนุนวัดนอกเหนือไปจากงบบูรณะที่ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)พิจารณาไปแล้ว 12 สำนวน เมื่อเปรียบเทียบกับงบอุดหนุนที่ได้ในปี 2560 จะพบว่างบอุดหนุนแต่ละปีได้รับไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท และข้อมูลจาก 12 สำนวน ยังทำให้เห็นว่ามีข้าราชการระดับซี 9 ที่เป็น 1 ในผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้มีอำนาจเต็มในการเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ โดยเฉพาะที่อยู่ในข่ายกองพุทธศาสนศึกษา พุทธศาสนสถาน ศาสนสมบัติ และงานเผยแผ่ ที่มีความเกี่ยวข้องกับงบอุดหนุนวัดทั่วประเทศ
[embed]https://youtu.be/6cghasYxOg4[/embed]