
สมชัย เสนอ 4 ข้อ เพื่อการเพิ่มศักยภาพการผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ โดยหนึ่งในนั้นคือการปลดล็อกราคาควบคุม เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน
วันที่ 3 เม.ย.63 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เสนอเพื่อการเพิ่มศักยภาพการผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ดังนี้
1. โรงงาน 11 โรงที่ผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ขอให้ผลิตเพื่อใช้ในประเทศทั้งหมด หากเป็นรูปแบบที่มีลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ ให้ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่สามารถใช้ในประเทศได้
โดยขณะนี้ไม่มีปัญหาเรื่องได้รับการส่งเสริมจาก BOI แล้วต้องส่งออกอย่างเดียวแล้ว (เนื่องจากเมื่อประเทศไทยได้เป็นสมาชิกองค์การค้าโลก เมื่อปี 2543 แล้ว BOI ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขจะต้องส่งออกอย่างเดียวอีกต่อไป)
2. ในด้านความเสียหายต่อเอกชน ในกรณีไม่มีการส่งออก เป็นเรื่องที่รัฐจำเป็นต้องเจรจาและหาทางชดเชยเยียวยาอย่างสมเหตุผล โดยในเรื่องการได้รับการยกเว้นภาษีอากรวัตถุดิบเมื่อแจ้งว่ามาใช้ผลิตเพื่อส่งออกนั้น กระทรวงการคลังได้ยกเว้นภาษีวัตถุดิบหน้ากากอนามัยเป็นศูนย์แล้ว จึงไม่ต้องคืนภาษีรัฐ หากไม่ส่งออกในส่วนดังกล่าว
ส่วนที่เป็นส่วนต่างระหว่างมูลค่าการส่งออกและการจำหน่ายในประเทศนั้น เห็นว่า หากรัฐยอมให้ราคาขายในประเทศสูงขึ้น ไม่กำหนดราคาที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงและเป็นไปไม่ได้ เช่น ราคา 2.50 บาท (วัตถุดิบราคาขึ้น และความต้องการมีมากขึ้น) ก็น่าจะทำให้ การขายในประเทศ มีส่วนของกำไรไม่ต่างจากการส่งออกมากนัก ซึ่งผู้ผลิตน่าจะไม่เสียหาย หากรัฐเสนอมาตรการเยียวยาที่สมเหตุผล
3. ให้รัฐสำรวจโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยอื่นๆ ที่แม้ไม่ใช่โรงงานที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก อย. โดยให้การสนับสนุนด้านการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ยกระดับคุณภาพและศักยภาพการผลิต ให้มีหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์
และ ปลดล็อกราคาจำหน่าย 2.50 บาท เพื่อให้โรงงานเหล่านี้ สามารถผลิตหน้ากากเทียบเคียงคุณภาพหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ออกจำหน่ายต่อประชาชนโดยถูกกฎหมาย
4. รัฐต้องเป็นฝ่ายริเริ่มเจรจากับโรงงานอื่นๆ ที่ไม่ได้ผลิตหน้ากากอนามัย แต่มีความประสงค์จะแปรสายการผลิตเป็นหน้ากากอนามัย โดยส่งเสริมการนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และไม่มีการกำหนดราคาขายปลีกที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงและไม่ส่งเสริมให้คนอยากลงทุน เราเห็นตัวอย่างในต่างประเทศมากมายที่โรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานผลิตจอทีวีพลาสม่า เปลี่ยนสายการผลิตเป็นผลิตหน้ากากอนามัย จึงอยากเห็นการริเริ่มจากรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย