เพจแวดวงสาธารณสุข ชี้ 3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ป่วยใหม่ลด

เพจแวดวงสาธารณสุข ชี้ 3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ป่วยใหม่ลด

เพจ Gossipสาสุข โพสต์บทความ “3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้แนวโน้มผู้ป่วยใหม่ลด”

โควิด-19

โควิด-19 14 เม.ย. 63 เพจ Gossipสาสุข ได้โพสต์บทความเชิงวิเคราะห์ “3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้แนวโน้มผู้ป่วยใหม่ลด”  โดยมีเนื้อหาดังนี้

ผ่านมา 1 สัปดาห์ หลังจากตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ลดต่ำลงเหลือระดับ 30-40 คนทุกวัน ซึ่งดูเป็นแนวโน้มที่ดี และสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ และสิ่งที่คนไทยช่วยกันนั้น จะสามารถ “ลดความชัน” ของกราฟจำนวนผู้ป่วยรายวันได้ หรือ Flattening the Curve สำเร็จ

แต่ความเป็นจริงแล้ว “หน้างาน” ยังมีข้อกังวลหลายอย่าง ที่ทำให้ไทย ยังไม่สามารถผ่อนปรนข้อบังคับหลายอย่างลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “เคอร์ฟิว” ที่ยังกำหนดไว้เวลา 22.00-04.00 น. หรือการลดข้อบังคับเรื่องการอนุญาตให้เปิดร้านค้าบางอย่าง

เพราะยังมีหลายเรื่องที่ ศูนย์โควิด-19 ยังไม่สามารถจัดการได้หมด และยังเป็นที่สงสัยว่าในขณะนี้ สถานการณ์การระบาดของโรคนี้ ล่าสุดอยู่ตรงไหน และอะไรที่ทำให้เรายังไม่สามารถผ่อนปรนการ “ล็อกดาวน์” ณ ขณะนี้ไปได้

เพจแวดวงสาธารณสุข ชี้ 3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ป่วยใหม่ลด

(1) ยังมีผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตที่ “หลุด” จากระบบ

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. พนักงานขับรถเมล์สาย 140 แสมดำ-อนุสาวรีย์ชัยฯ มีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก และเสียชีวิตในวันที่ 12 เม.ย. ตรวจสอบประวัติแล้ว ไม่พบว่าติดโรคนี้มาจากคลัสเตอร์ไหน และทำงานเป็นประจำทุกวันตั้งแต่ 23 มี.ค. จนกระทั่งพบว่าป่วย

น่าสังเกตว่า แม้จะมีการวินิจฉัยแล้วว่า ผู้ป่วยติดเชื้อนานกว่า 10 วัน และมีการกักตัวเพื่อนร่วมงานบางคน แต่กลับไม่มีการแจ้งผู้โดยสาร หรือแจ้งให้สาธารณชนทราบว่า มีคนขับติดโรคนี้ กระทั่งคนขับเสียชีวิต ถึงได้มาแจ้ง ทั้งที่สาย 140 เป็นรถเมล์สายที่มีคนใช้จำนวนมากทุกวัน

เช่นเดียวกับผู้ป่วยรายที่ 40 ชายไทยอายุ 43 ปี ซึ่งเคยเข้าระบบ รักษาตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่ไม่ได้รับการตรวจโควิด-19 กลับมาเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง ในวันที่ 9 เม.ย. พบว่าอาการแย่ลง และเสียชีวิตในวันที่ 11 มี.ค. ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

สังเกตได้ว่า ผู้ป่วยทั้ง 2 คน ล้วน “หลุด” จากระบบตรวจ ซึ่งแต่เดิม ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค มักจะต้องมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยเดิม หรือมีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศ แต่ทั้งคู่ไม่เข้าข่ายใดๆ และหากมองย้อนกลับไปสัปดาห์ที่ผ่านมา เคสผู้เสียชีวิต ก็มีลักษณะนี้อีกจำนวนหนึ่ง

แน่นอน หากยังมีจำนวนผู้ป่วยลักษณะนี้มากขึ้น และหากคนเหล่านี้ มีประวัติเดินทางไปในที่ที่มีผู้คนแออัด มีโอกาสแพร่เชื้อมาก ก็ย่อมทำให้สถิติ “ระเบิด” ได้สักวันเหมือนกัน

เพจแวดวงสาธารณสุข ชี้ 3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ป่วยใหม่ลด

(2) จำนวนตรวจ ยังน่าฉงน

สัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงข่าวว่าจะตรวจ “เชิงรุก” มากขึ้น โดยจะเพิ่มจำนวนชุดตรวจ ที่ผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ลงไปในพื้นที่ และจำนวนแล็บ เพื่อให้ตรวจได้มากกว่าวันละ 2 หมื่นเทสต์ต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี ที่จำนวนเทสต์จะมากขึ้น และทำให้เจอ “เป้า” ในการจัดการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีเสียงบ่น จากพื้นที่จริงว่า ยังคงขอ “โค้ด” เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยว่าป่วย เข้าเกณฑ์ผู้ป่วยสอบสวนโรค (PUI) ยากเหมือนเดิม

ซ้ำยังมีเสียงลือด้วยว่า บางจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดได้รับ “คำขอ” มาจากผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ “กด” ตัวเลข PUI ให้ต่ำ เพราะจังหวัดกำลังถูก “จับตา” เนื่องจากมีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ PUI หรือมีผู้ป่วยโควิด – 19 สูงเกินไป...

ด้วยเหตุนี้ การขอโค้ดเพื่อตรวจผู้ป่วยจึงยังยากลำบาก แม้ในมุมของแพทย์เจ้าของไข้ คนป่วยจะมีอาการน่าสงสัยก็ตามที ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย เพราะผู้ป่วยที่หลุด PUI ย่อมมีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อไปแพร่กับคนอื่นๆ หรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เอง

ในประเทศอื่นๆ มักจะเปิดเผยตัวเลข “เทสต์” แต่ละวัน ว่าได้เท่าไหร่ และจำนวนผู้ป่วยต่อเทสต์มีเท่าไหร่ แต่ของไทยนั้น เข้าใจว่ากรมควบคุมโรค และหน่วยงานใหม่ที่ได้รับผิดชอบให้ดูแลจำนวนเทสต์อย่าง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังไม่สามารถซิงค์ข้อมูลที่มีได้ และก็ยังไม่รู้ว่าโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งตรวจไปวันละกี่เทสต์

นั่นจึงเป็นข้อเรียกร้องของแพทย์หลายคน ให้ขอ “โค้ด” ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเปิดเผยตัวเลขเทสต์ในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับจำนวนผู้ป่วยใหม่ด้วย ซึ่งยังไม่รู้ว่าศูนย์โควิด จะตอบสนองเมื่อใด..

เพจแวดวงสาธารณสุข ชี้ 3 เหตุผลที่โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ป่วยใหม่ลด

(3) โรคหน้าฝน “ไข้เลือดออก - ไข้หวัดใหญ่” จะรุมเร้า

พอผ่านกลางเดือน เม.ย. พายุฤดูร้อน จะเริ่มปกคลุมทั่วประเทศไทย และเราจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ ในไม่ถึง 3 อาทิตย์ข้างหน้า

เป็นที่รู้กันดีว่า ฤดูฝนนั้น เป็นฤดูระบาดของไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก ซึ่งอาการเบื้องต้น จะคล้ายคลึงกับโรคโควิด – 19 มาก

ทั้งโควิด – 19 ไข้เลือดออก และไข้หวัดใหญ่ ต่างก็มีอาการเบื้องต้นคือ มีไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ทำให้ผู้ป่วยโควิด -19 หลายคน ถูกวินิจฉัยว่าเป็นทั้งไข้เลือดออก ทั้งไข้หวัดใหญ่ กว่าจะรู้ว่าวินิจฉัยผิด อาการบางคนก็ "ไปไกล" แล้ว

ปี 2562 ที่ผ่านมา ไทยมีผู้ป่วยไข้เลือดออกทั้งสิ้น 125,235 ราย เสียชีวิต 131 ราย และในปี 2563 กรมควบคุมโรคประเมินว่าผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีมากกว่า 140,000 คน

ส่วนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่นั้น ปี 2562 มีผู้ป่วย 3.9 แสนราย เสียชีวิต 27 ราย ซึ่งในปีนี้ ก็มีแนวโน้มจะป่วยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เมื่อเข้าใกล้ฤดูฝน การคัดกรองผู้ป่วยโควิด จะยากเข้าไปอีก เพราะในเบื้องต้น จะไม่มีใครรู้ว่าผู้ป่วย ป่วยด้วยโรคใดกันแน่ และหลายครั้ง การตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ก็ทำได้ยากเย็น ตรวจรอบแรกไม่เจอ ไปเจอรอบ 2-3 จนต้องกักตัวบุคลากรทางการแพทย์มากมายก็มี..

และเมื่อหอผู้ป่วย เต็มไปด้วยผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคโควิด-19 แล้วผู้ป่วยไข้เลือดออก - ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จะทำอย่างไร ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการอย่างหนัก

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับรวมการคาดการณ์ของนักระบาดวิทยา ที่แสดงความกังวลว่า “หน้าฝน” จะทำให้โคโรนาไวรัส 2019 ระบาดหนักมากขึ้น เพราะสภาพอากาศ “เอื้ออำนวย” เป็นอย่างยิ่ง แม้จะยังไม่มีหลักฐานใดยืนยัน

เหตุและปัจจัยของการเปลี่ยนฤดูกาล จึงเป็นเรื่องที่บุคลากรทางการแพทย์ ต้อง “แข่งกับเวลา” รีบเคลียร์โควิด-19 ให้จบก่อนหน้าฝน เพื่อป้องกันไม่ให้การจัดการโรคติดต่ออื่นๆ ซับซ้อนยิ่งขึ้น

หากไม่สามารถเคลียร์ทั้ง 3 ข้อนี้ ได้ ไทยก็ยังไม่อาจผ่อนปรน “ล็อกดาวน์” และ “เคอร์ฟิว” ง่ายๆ เช่นกัน เพราะหมายความว่า โควิด-19 จะมีโอกาสกลับมาระบาดรุนแรงได้เสมอ

ภาพโดย Syaibatul Hamdi จาก Pixabay

related