
ตำรวจภูธรภาค1 จับผู้ต้องหา พร้อมยึดหน้ากากอนามัยเกือบ1.5 แสนชิ้น และ เจลแอลกอฮอล์ปลอม เตรียมดำเนินคดีอีกกว่า 100 บริษัท
วันที่ (15 เม.ย.63) พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางคือหน้ากากอนามัยจำนวน149,745 ชิ้น และแอลกอฮอล์เจลล้างมือไม่ได้มาตรฐาน505 แกลลอน ทั้งหมด617 ลิตร
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ (9 เม.ย.63) ตำรวจสืบทราบ ว่ามีการขายหน้ากากอนามัยเกินราคา ในเฟซบุ๊ก จึงได้เข้าตรวจค้นและจับกุม นางสาวฐิติพร พร้อมของกลางหน้ากากอนามัย11,745 ชิ้น ได้ที่บ้านพัก ในพื้นที่ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
จากนั้นตำรวจจึงทำการขยายผล ทราบว่าหน้ากากทั้งหมดถูกผลิตที่บริษัทแห่งหนึ่ง ใน จ.ปทุมธานี จากนั้น (14 เม.ย.63) จึงขอหมายศาลตรวจค้น โดยมีนายบรรพต แสดงตัวเป็นเจ้าของบริษัท พร้อมยึดหน้ากากอนามัย จำนวน 138,000 ชิ้น หากขายในเฟซบุ๊กทั่วไปจะขายชิ้นละ 12 บาท รวมมูลค่ากว่า 1.6 ล้าน ตำรวจจึงทำการตรวจยึดหน้ากากอนามัยทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ซึ่งนายบรรพต ยินยอมยกหน้ากากอนามัยของกลางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมหน้ากากอนามัยที่ยึดได้ทั้งหมด 149,745 ชิ้น
อีกคดี ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ตรวจยึด แอลกอฮอล์และเจลล้างมือที่ไม่ได้มาตรฐาน หลังสืบทราบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง มีพฤติการณ์โฆษณาจำหน่ายสินค้าประเภทแอลกอฮอล์หรือเจลล้างมือโดยเชื่อว่าเป็นสินค้าที่ผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจจึงขอหมายเข้าค้น โดยมีนายชาญชัย แสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน สามารถตรวจยึดของกลางแอลกอฮอล์เจล บรรจุแกลลอนตั้งแต่ขนาด 1ลิตร 5 ลิตร จำนวน 505 แกลลอน ทั้งหมด617 ลิตร พร้อมทั้งแผ่นสติ๊กเกอร์สำหรับติดภาชนะ มีตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า Alcohol 70% จำนวนมาก
นายชาญชัย ยอมรับว่าเป็นผู้ โฆษณาและจำหน่ายสินค้าแอลกอฮอล์เจลล้างมือในเฟซบุ๊กให้กับประชาชนโดยไม่มีเอกสารจดแจ้งของแอลกอฮอล์ ตำรวจจึงทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา" ขายเครื่องสำอางเครื่องใช้ฉลากไม่เป็นไปตามมาตรา 22 และขายเครื่องสำอางไม่ได้จดแจ้งอันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 32 ส่งพนักงานสอบสวนเมืองสมุทรปราการดำเนินคดี
โดยวันนี้นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำรายชื่อกว่า 100 บริษัท มามอบให้กับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ให้ทำการสืบสวนจับกุมบริษัทที่กระทำความผิดในลักษณะนี้ด้วย
พล.ต.ท.อำพล เปิดเผยว่า สำหรับรายชื่อที่ นายอัจฉริยะ นำมาให้ตำรวจก็จะมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อสืบสวนขยายผล จับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยอมรับว่า ตำรวจชุดสืบสวนก็มีข้อมูลของบริษัทที่กระทำความผิดในลักษณะนี้ เบื้องต้นได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่ชัด ก่อนจะเข้าตรวจยึดจับกุม เพราะบุคคลเหล่านี้ ฉวยโอกาสช่วงที่มีวิกฤต เอารัดเอาเปรียบประชาชนต้องปราบปรามให้สิ้นซาก