มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

โควิด การแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นวิกฤตครั้งสำคัญของประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากมาย ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องหยุดชะงัก ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ต้องถูกพักงาน บางคนก็ไม่มีงานให้กลับไปทำอีก เพราะคำสั่งรัฐบาลไม่ว่าจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิว สั่งปิดสถานบริการ สถานบันเทิง โรงเรียน มหาวิทยาลัย และล็อกดาวน์ในจังหวัดต่างๆ รวมถึงห้ามจัดงานกิจกรรม งานบุญ และห้ามขายเหล้าเครื่องแอลกอฮอล์ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด-19 กับการอยู่บ้านตามนโนบายรัฐบาล "อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ"

จากปัญหาที่เกิดขึ้น หลายฝ่ายต่างหาทางออกให้กับประเทศไทย ที่เร่งผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะรัฐบาล ที่เร่งประชุม หารือ ผลักดันมาตรการเยียวยาต่างๆ เช่น โครงการ "เราไม่ทิ้งกัน" เป็นการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 5,000 บาท ซึ่งได้มีการจ่ายเงินไปบางส่วนแล้ว แต่ก็มีคนที่ไม่ได้เงินเยียวยา ที่ระบบอ้างว่ามีคุณสมบัติไม่ครบ ไม่ผ่านเกณฑ์ เป็นเหตุที่มีประชาชนบางส่วนมาร้องเรียน จนทำให้กระทรวงการคลังต้องให้อุทธรณ์สิทธิ์หรือเปิดให้ทบทวนสิทธิ์ แต่ก็ยังมีปัญหาตามมา จึงเกิด ข้อเรียกร้องและข้อเสนอตามมา

มาตรการเยียวยาจากรัฐบาล

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึง กรณีเงินช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาท ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า เงินที่ใช้ในช่วยเหลือเยียวยาสถานการณ์โควิด-19 ทั้งหมดเป็นไปตามกฏหมาย พร้อมยืนยัน จะจ่ายเงินให้กับประชาชนที่ลงทะเบียน ครบ 3 เดือนแน่นอน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเยียวยา แรงงานทั้งในและนอกระบบประกันสังคม กลุ่มอิสระ และเกษตรกร ซึ่งรายละเอียดของเกษตรกรต้องมาดู เพราะมีหลายประเภท บางอันกระทบมากกระทบน้อย รัฐบาลก็ต้องมีมาตรการคัดกรอง

https://www.youtube.com/watch?v=4Lu6oy5iwVw&feature=youtu.be

ด้าน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเยียวยาโควิดต่อเนื่อง และกรณีมีคำถามว่า รัฐบาลจะชดเชยเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เดือนละ 5,000 บาท เพียงเดือนเดียวหรือไม่นั้น

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

“ผมขอชี้แจงว่า รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการเยียวยาตามแผนเดิม พร้อมทั้งจะชดเชย ให้ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออีกด้วยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้งบประมาณปี 2563 ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามมาตรการดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว และจะช่วยเหลือต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่ง พ.ร.ก. ดังกล่าว เพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งรัฐบาลได้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้เร็วที่สุด”

ทั้งนี้ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ส่งเงินเยียวยาประชาชนไปแล้ว รวมกับอยู่ระหว่างการจ่ายจนถึงวันที่ 17 เม.ย.นี้ รวมทั้งสิ้น 3.2 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินราว 16,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาล จะไม่มีการเยียวยาต่อเนื่อง ตามแผนมาตรการที่วางไว้ก่อนหน้านี้นอกจากมาตรการเยียวยาเงิน 5,000 บาทแล้ว รัฐบาลยังมีอีกหลายมาตรการเยียวยาประชาชนให้ครอบคลุมมากที่สุด

สรุปมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ

1.ลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ของนายจ้างและลูกจ้าง

2.มาตรการเยียวยากลุ่มแรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม รวมถึงผู้ส่งเงินประกันสังคมตามมาตรา 4 ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

3.งบจ้างงาน สำหรับการจ้างานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19

4.มาตรการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน โดยลดราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (LPG)

5.มาตรการลดค่าไฟฟ้าในอัตรา 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นเวลา 3 เดือน หรือตั้งแต่เดือนเม.ย.- มิ.ย.63 รวมทั้งการขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้าไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นกิจการเฉพาะ

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

6.มาตรการลดค่าน้ำประปาในอัตรา 3% ให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภทเป็นเวลา 3 เดือน หรือตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย.63

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

7.สถานธนานุเคราะห์ (สธค.) โรงรับจำนำของรัฐในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขยายเวลาตั๋วจำนำ 90 วัน แก่ผู้มาใช้บริการวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท ที่มีตั๋วจำนำตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.-31 มี.ค.63 จะขยายอายุตั๋วจำนำจาก 4 เดือน 30 วัน เป็น 4 เดือน 120 วัน โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่ต้องมาลงทะเบียนที่ สธค.ทุกแห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-31 พ.ค.63 จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ให้ผู้บริการโรงรับจำนำจะอยู่ที่ 5,000 บาท ดอกเบี้ย 0.25%, 10,000 บาท ดอกเบี้ย 0.75%, 10,000-20,000 บาท ดอกเบี้ย 1% และ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 1.25%

นอกจากนี้ ยังให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ที่นำทรัพย์สินมาจำนำ ในระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.2563 ดังนี้ เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.125% ต่อเดือน, เงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน

8.มาตรการด้านภาษี โดยเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกไปเป็นสิงหาคม 63

9.มาตรการด้านการเงิน โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19, โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19, โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับสำนักงานธนานุเคราะห์เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของ โควิด-19 และโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19

10.สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสนับสนุนการบริจาคแก้ไขปัญหาโรคโควิด-19

11.สินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตแก่ประชาชนที่มีรายได้ประจำ โดยธนาคารออมสิน สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

ข้อเรียกร้อง

นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร์ กล่าวว่าวิกฤติประเทศวันนี้ ต้องจัดการทุกระบบอย่างเร่งด่วน อยู่บนฐานของความเป็นจริง หมดเวลาที่รัฐบาลจะบริหารอย่างเชื่องช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไร้วิสัยทัศน์ เพราะประชาชนกำลังจะตายและทุกข์ทรมาน จากพิษร้ายของปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่ทับถมรุนแรง

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

การจัดการแก้ปัญหา “โควิด-19” เป็นสถานการณ์ที่กระทบต่อหลากหลายมิติของสังคม ไม่ใช่มีเพียงปัญหาทางสาธารณสุขเท่านั้น โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังปะทุขึ้นมาเรื่อยๆ จากภาพข่าวที่เราได้เห็นกันไปเมื่อวันก่อนถึงความเดือดร้อน คับแค้นใจของพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่กระทรวงการคลัง

ผมคิดว่าสถานการณ์วันนี้...

1.การแก้ไขปัญหายังไม่เป็นระบบ มองปัญหาไม่ครบถ้วน ขาดการบูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆ ทำให้วันนี้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน จึงอยู่ในสภาพขาดๆ เกินๆ เรายังไม่เห็นมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพกลุ่มใหญ่สุดของประเทศ, เรายังไม่เห็นมาตรการช่วยพี่น้องผู้พิการที่ส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ, เรายังเห็นภาพคนยากจน หาเช้ากินค่ำ ตกหล่น ตกสำรวจอีกมาก ที่ขาดโอกาสในการได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาทจากรัฐ การลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาท เป็นแค่พิธีกรรมบางส่วนที่ยังไม่สะท้อนความทั่วถึงที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา

วันนี้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวนไม่น้อย เปรียบเหมือนผู้ป่วยหนักในห้อง ICU ที่ต้องการเครื่องช่วยหายใจอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาชีวิตให้รอด รัฐบาลมองเห็นภาพปัญหานี้หรือไม่

ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องระดมทรัพยากร บุคลากรทุกภาคส่วน มาร่วมคิด วางแผน กำหนดมาตรการทุกระบบ เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตในภาวะเร่งด่วน ระยะกลางและระยะยาว รวมถึงต้องเร่งฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจ การมีงานทำ การจ้างงานต่อประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เร่งดำเนินการกับฐานข้อมูลประชากรกลุ่มต่างๆ ที่แต่ละกระทรวง มีอยู่อย่างบูรณาการ

2.”ผู้นำ”ต้องบริหารภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นรุนแรงและขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ด้วยการนำที่เข้มแข็ง การทำงานเป็นทีม การประสานมืออาชีพและเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ...ต้องมีความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการทรัพยากร สามารถวางแผนที่ตอบสนองปัญหาหลายมิติ พร้อมกับจัดลำดับความสำคัญอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้กฎ ระเบียบ และความเทอะทะของรัฐราชการแบบดั้งเดิม เป็นอุปสรรคในการจัดการกับปัญหาที่สร้างความเสียหายในระดับโลก

อย่าบริหารสถานการณ์วิกฤตรอบด้านด้วย “วิสัยทัศน์สั้น” เช่นนี้ เพราะไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และพร้อมให้ความร่วมมือได้

3.ต้องกล้าปรับงบประมาณที่ยังไม่มีความจำเป็นต่อสถานการณ์วิกฤต เปลี่ยนมาเพื่อใช้ในการดูแล เยียวยาชีวิตของพี่น้องประชาชนทั้งทางด้านสาธารณสุขและทางด้านเศรษฐกิจ วิธีการนี้ดูจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถเรียกความเชื่อมั่นในสายตาพี่น้องประชาชนได้ง่ายที่สุด ขึ้นอยู่ที่ “ผู้นำจะกล้าตัดสินใจหรือไม่” ที่ผ่านมา ท่านอาจจะอ้างว่าได้ทำแล้ว... แต่ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอกับปัญหาวิกฤตที่พี่น้องประชาชนและประเทศกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

4.การแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ผมคิดว่ารัฐบาลยังไม่ได้มองเห็นถึงรากของปัญหาที่แท้จริง การมองปัญหาจากจอคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์มันต่างกันราวฟ้ากับเหวกับชีวิตความเป็นจริงของผู้คนบนถนนและท้องนา เราไม่มีเวลาสร้างภาพให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจใดๆ ต้องดูดี เราไม่มีเวลาเอาปัญหาซุกไว้ใต้พรมเพื่อกลบเกลื่อน แต่ต้องมองปัญหาให้เห็นความเป็นจริงของพี่น้องประชาชน โดยรัฐบาลต้องเปิดหู เปิดใจรับฟังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดและทันท่วงที ไม่สะเปะสะปะอย่างเช่นทุกวันนี้

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องสร้างสมดุลชีวิตนี้ให้เกิดขึ้น เพราะ…หากรัฐบาลไร้ความสามารถและไม่อาจจัดการหรือสร้างเสริมชีวิตให้สมดุลดังกล่าวได้ คนไทยอาจมิได้ตายเพราะ ”โควิด-19” แต่อาจตายเพราะพิษร้ายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารของ “ผู้นำ”

“ไม่มีเวลารีรออีกต่อไป ปัญหาประชาชนรอไม่ได้...ต้องบริหารวิกฤตที่กำลังเผชิญอย่างมีวิสัยทัศน์ รวดเร็ว และทั่วถึง คือ ทางรอดประเทศไทย”

ด้านนาย ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะก้าวหน้า ได้ออกมาโพสต์ข้อความและคลิปลงเฟสบุ๊ก เกี่ยวกับกรณีประชาชนบางส่วนไม่ได้รับเงินเยียวยา จนต้องไปร้องเรียนหน้ากระทรวงการคลัง และทำเรื่องยื่นอุทธรณ์กันเป็นจำนวนมาก โดยเขียนว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่กระทรวงการคลังมีประชาชนจำนวนมากไปเรียกร้อง กราบกรานและทักท้วงว่ามาตรการเยียวยาคนละ 5 พันบาทมีการชี้ข้อบกพร่องที่ทำให้ประชาชนถูกตัดสิทธิ์ออกไป กลายเป็นที่สนใจของสังคมขึ้นมา หลายคนดูแล้วน้ำตาไหลเพราะสงสารประชาชนที่ถูกตัดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

แต่ผมอยากชวนให้คิดไปไกลกว่านั้น…มาตรการเยียวยาครั้งนี้ของรัฐบาล แจกประชาชนคนละ 5 พันบาท เป็นเวลา 3 เดือน จำนวน 3 ล้านคน เท่ากับใช้งบประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท

ดูเหมือนใช้งบประมาณเยอะใช่หรือไม่? แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลรัฐประหารและรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ทำอะไรให้กลุ่มทุนใหญ่ เจ้าสัว และคนที่อยู่บนสุด 1% ในสังคมไปแล้วบ้าง?

ไม่นับว่าไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อีกเท่าไหร่? ที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอรัปชันอีกเท่าไหร่?

ทั้งหมดนี้ ในขั้นตอนการตัดสินใจ การประชุมเพื่อเคาะออกมาเป็นมาตรการต่างๆ ใช้เวลาไม่นาน และบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง บางอันใช้ ม.44 เซ็นครั้งเดียวก็จบ

ส่วนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 5 พันบาทข้างต้นที่ผมกล่าวมานั้น รัฐบาลคิดแล้วคิดอีก ชักเข้าชักออก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จำกัดจำเขี่ยในการใช้งบประมาณ มีข้ออ้างสารพัด เงินไม่พอบ้าง ต้องคัดเลือกคนที่ได้รับผลดระทบจริงๆบ้าง ทิ้งระยะเวลามาเป็นสัปดาห์ ทั้งที่มีประชาชนกินไม่อิ่มนอนไม่หลับอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

ทั้งหมดนี้ สะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่เอื้อนายทุน เอื้อคนรวย เอื้อคนส่วนน้อยไปเป็นล้านล้านบาทแต่ไม่สนใจประชาชนคนเล็กคนน้อย ที่ยังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรกินหรือไม่

“ประชาธิปไตย” คือ “For the many, not the few” นี่หรือคือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย??? นี่หรือรัฐบาลในระบอบที่ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด??? หรือแท้จริงแล้วอำนาจสูงสุดของประเทศนั้นตกเป็นของคนเพียงไม่กี่คน??? และถ้าหากรัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เราจะมีรัฐบาลไปทำไม?

ถึงเวลากลับมาตั้งคำถามดังๆ ว่า “ประเทศไทยเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ?” ได้เวลาทวงคืนอำนาจสูงสุดให้กลับมาเป็นของประชาชน

ล่าสุด นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ในสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ระบาด ทำให้เห็นสภาพความเป็นจริงว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนรอไม่ได้ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆ ออกมาแต่มาตราการเหล่านั้น เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง อีกทั้งยังล่าช้าเปรียบเสมือนระเบิดเวลาผูกติดตัวพี่น้องประชาชน

มาตรการเยียวยา-ข้อเรียกร้อง แก้ปัญหาวิกฤตโควิด 19 ส่งต่อให้ประชาชนอย่างไร? ทางรอดประเทศไทย?

หลังจากการออกมาตราการพักชำระธนาคารต่างๆที่กว่าจะได้รับสิทธิ์การพักชำระหนี้ มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก จนกินเวลาการชำระหนี้ไปอีก1เดือน จนกระทั่งวันนี้ ไฟแนนซ์ต่างๆ ออกมาตราการเยียวยาด้วยการให้ชำระดอกเบี้ยก่อนล่วงหน้า 3 เดือน

เพื่อหวังว่าจะได้ทุเลายอดหนี้รายเดือน แต่ไปเพิ่มยอดหนี้รวม ส่วนใครที่ค่าชำระค่างวดไปแล้ว ก่อนที่รัฐบาลจะมีมาตราการนี้ออกมา ก็หมดสิทธ์เข้ารับการเยียว ต้องให้สถานะหนี้เป็นปกติถึงจะมาเข้าโครงการพักหนี้ได้ ฟังแต่ละมาตราการแล้วเศร้าใจแทนประชาชน

และเมื่อพิจารณา มาตราการ Non-bank พักชำระประมาณ 3 เดือน สำหรับลูกค้าที่ไม่มีค่างวดคงค้าง (เป็นลูกค้าปกติ)

1. หากมีค่างวดค้างและค่าปรับอยู่ จะต้องเคลียค่าใช้จ่ายที่ค้างให้เป็นปกติก่อน

2. จะคิดดอกเบี้ยเพิ่ม จากยอดหนี้คงเหลือทั้งหมด แต่ละที่มีเรทการคิดคำนวณไม่เหมือนกัน เรียกว่า “ดอกเบี้ยระหว่างการพักชำระ”

3. ดอกเบี้ยพักชำระนี้ บางที่จะให้จ่ายก่อน แล้วถึงจะทำเรื่องพักชำระ หรือบางทีจะรวมยอดไว้ชำระทีหลังหรือตอนปิดบัญชีได้

ต่อมาคือมาตราการคืนเงินต่างๆเช่น ค่าน้ำค่าไฟ ก็ไม่เท่าเทียม ค่าน้ำ การประปานครหลวงได้ การประปาส่วนภูมิภาคไม่ได้ส่วนมาตราการคืนค่ามิเตอร์ไฟ ปัญหาที่พบคือ เจ้าของบ้านหลายหลังได้รับเงินคือหลายมิเตอร์ เพราะขายบ้านแต่คนจนหาเช้ากินค่ำ ซื้อบ้านมือ2 หรือเช่าบ้านอยู่ หมดสิทธิ์ได้ จะไปหวังมาตราการ ฟรี 90หน่วยแรกก็ยาก เพราะค่าไฟพุ่งสูงเนื่องจากประชาชนต้องอยู่ รัฐบาลให้อยู่บ้าน หยุดเชื่อ เพื่อชาติ แล้วรัฐบาลมีมาตราการลดภาระรายจ่าย สาธารณูปโภคเหล่านี้หรือไม่

ส่วนผู้คนที่เหลือที่ยังตกหล่นยังไม่ทราบชะตากรรมว่าจะมีมาตราใดมาดูแล ทั้งที่ในวันที่เค้าทำงานได้เก็บภาษีเค้าอย่างถ้วนหน้า เจ้าของกิจการขนาดเล็ก sme, sml, เกษตรกรรายย่อยๆ แรงงานในระบบ ผู้อยู่รอดด้วยเบี้ยขยันและเงินล่วงเวลา กำลังเฝ้ารอผู้นำในประเทศที่เค้าเสียภาษี บริหารจัดการอย่างไรในสถานการณ์วิกฤตต่อชีวิตเช่นนี้อย่าให้ประชาชนต้องตราหน้ารัฐบาลนี้ว่า “ สิ่งเดียวที่รัฐบาลทำได้อย่างเท่าเทียงคือความไม่เท่าเทียม “ จนถึงตอนนี้ไวรัส โควิด-19 เอาชีวิตคนไทยไปหลายชีวิต แต่หันกลับมามอง มาตราการต่างๆของรัฐบาลที่ สร้างความแตกแยก เพิ่มความเหลื่อมล่ำ เอาชีวิตคนไทยทางอ้อมไปแล้วกี่รายพวกเขาอาจไม่ตายด้วยโควิด แต่จะตายด้วยเศรษฐกิจแล้วครับ นายณัฐชากล่าว

related