
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
วันที่ 9 ก.ค. 60 -- สิ่งที่ชาวอเมริกันคาดหวังให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เค้นความจริงจาก นายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย คือ กรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่อันที่จริง หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ว่า สายลับรัสเซียเกือบ 150 คน แทรกซึมอยู่ในแวดวงต่าง ๆ และไม่แน่ว่า พร้อมจะสร้างความปั่นป่วนทุกเมื่อ
เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบผู้นำรัสเซียแล้ว ที่เยอรมนีในการประชุม G20 ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า รัสเซียกำลังระดมปฏิบัติการด้านข่าวกรองในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยบุคคลที่เชื่อว่า เป็นสายลับรัสเซีย เดินทางเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ในคราบของนักธุรกิจ และสายลับรัสเซียยังพยายามสมัครงานตามสถานที่ที่จะล้วงข้อมูลสำคัญได้ง่ายด้วย
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียรู้สึกฮึกเหิมมากขึ้น หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ของทั้ง นายบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดี และนายทรัมป์ ไม่ได้ตอบโต้รัสเซียมากนัก จากข้อกล่าวหาแทรกแซงการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองสหรัฐฯ เตือนว่า ชาวอเมริกันและการเลือกตั้งสหรัฐฯ ยังสุ่มเสี่ยงต่อไป แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหยิบยกเรื่องนี้ มาหารือกับนายปูตินแล้วก็ตาม
เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่ปฏิบัติการข่าวกรองของรัสเซียในสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคาม ยกตัวอย่างเช่น “แอนนา แชปแมน” ช่วงก่อนจะกลายเป็นดาราดังในสื่อรัสเซีย เธอถูกจับคาหนังคาเขาในสหรัฐฯ ระหว่างทำภารกิจสายลับ ให้รัฐบาลรัสเซีย เมื่อปี 2553 เอฟบีไอสอบสวนเรื่องนี้ จนสาวไปถึงตัวเธอในที่สุด ภายหลังสหรัฐฯ ปล่อยตัวแชปแมนและสายลับคนอื่น ๆ ในข้อตกลงแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่กับรัสเซีย
ปัจจุบัน แหล่งข่าวด้านข่าวกรองสหรัฐฯ เผยกับ สำนักข่าว CNN โดยเชื่อว่า รัสเซียมีสายลับอยู่ในสหรัฐฯ เกือบ 150 คน แม้ว่ารัฐบาลของนายโอบามาจะขับไล่นักการทูตรัสเซีย 35 คน กลับประเทศเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังต้องสงสัยเป็นสายลับก็ตาม ไม่เพียงเท่านั้น ยังสั่งปิดอาคาร 2 แห่ง ที่เชื่อว่า ซุกซ่อนอุปกรณ์สอดแนมขั้นสูงไว้ด้วย
แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบเห็นชาวรัสเซียเคลื่อนย้ายอุปกรณ์จากอาคารดังกล่าว
ขณะเดียวกัน เอฟบีไอและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตภูมิ ออกประกาศเตือนหน่วยงานด้านพลังงานของสหรัฐฯ ว่า สุ่มเสี่ยงเผชิญการโจมตีไซเบอร์ต่อระบบปฏิบัติการโรงงานนิวเคลียร์หลายแห่ง เช่น บริษัท วูล์ฟ ครีค นิวเคลียร์ โอเปอเรตติง คอร์ปอเรชัน ที่ดูแลโรงงานนิวเคลียร์ในรัฐแคนซัส ที่ตกเป็นเป้าหมายด้วย ตามข้อมูลของหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่า เกิดการเจาะระบบจริง
แถลงการณ์ร่วมของเอฟบีไอและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่า “ไม่พบภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของสาธารณชน และแม้จะเกิดการเจาะระบบจริง ก็จำกัดอยู่แค่ฝ่ายบริหารและภาคธุรกิจเท่านั้น”
ทางการสหรัฐฯ ยังสืบสวนที่มาของการเจาะระบบอยู่ แต่คนวงในของการสืบสวนเผยกับ “นิวยอร์ก ไทม์ส” ว่า เทคนิคการเจาะระบบ คล้ายกับที่กลุ่มแฮกเกอร์ชาวรัสเซียใช้ เมื่อ 5 ปีก่อน
[embed]https://youtu.be/p-lG7UFxUwE[/embed]