
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
วันที่ 11 ก.ค. 60-นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดถึง กรณีทีมทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ศาลฎีกาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 5 กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ขัดหรือแย้งกับมาตรา 235 วรรค 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเป็นการประวิงคดีนั้น
นายนรวิชญ์กล่าวว่า อยากจะยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการประวิงคดี แต่เป็นไปตาม สิทธิของผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2560 ย่อมจะต้องต่อสู้คดี ทั้งในข้อเท็จจริง และ ข้อกฎหมายในเรื่องที่ถูกกล่าวหา
การที่นพ.วรงค์ออกมาให้ข่าวเช่นนั้น น่าจะไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการพิจารณาคดีของศาล และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บังคับใช้แล้ว ทำให้การให้ข่าวของนพ.วรงค์เกิดความสับสน และกดดันการพิจารณาคดีของศาลแล้ว ยังเป็นการสร้างความเสียหายให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี และทีมทนายความเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเกิดความเสียหาย
นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในทีมทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบคดีนี้ จำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงว่า
1.คดีนี้สืบเนื่องมาจากก่อนที่อัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องคดีนี้นั้น ได้มีอดีตกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าของสำนวนยืนยันว่า รายงานการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่กล่าวหา น.ส. ยิ่งลักษณ์มีพยานหลักฐานแน่นหนาไม่ต้องไต่สวนใดๆเพิ่มเติมอีก และได้การกล่าว “ตำหนิ” อดีตอัยการสูงสุดในขณะนั้น และเร่งรัดให้ฟ้องคดี จนอดีตอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องต่ออดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลฎีกา เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2558
2. ชั้นพิจารณาคดีของศาลนั้น ศาลได้ใช้มาตรา 5 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 กำหนดให้ “ ในการพิจารณาคดี ให้ศาลยึดรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณา และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร” ทำให้โจทก์อาศัยกฎหมายดังกล่าว เพิ่มเติมพยานหลักฐานใหม่ ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสารอีกจำนวนกว่าแสนแผ่นเข้ามาในคดีดังนี้
2.1 เอกสารเกี่ยวกับ รายงานผลการตรวจสอบปริมาณ และคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ชุด มล.ปนัดดา ดิศกุล ฉบับลงวันที่ 17 พ.ย. 2557 ซึ่งเป็นการที่จัดทำขึ้นมาใหม่ภายหลังจาก น.ส. ยิ่งลักษณ์พ้นตำแหน่งแล้ว 7 เดือน และอ้างพยานบุคคล ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้ไต่สวนไว้เพิ่มเติมเข้ามาอีก
2.2 เอกสารเกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีหมายเลขดำที่ ปช. 03-2-240/2555 คดีหมายเลขแดงที่ ปช. 007-2-5/2558 ระหว่าง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข กับพวกรวม 3 คน ผู้กล่าวหา นายภูมิ สาระผล กับพวกรวม 111คนผู้ถูกกล่าวหา เอกสารในสำนวนคดีอาญาคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ นายภูมิ สาระผล กับพวกรวม 21 คน จำเลย จำนวน 7 หมื่นกว่าแผ่น ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช ไม่ได้ไต่สวนไว้ในคดีนี้
ซึ่งในการเพิ่มเติมพยานหลักฐานใหม่ ทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสาร โดยอาศัยมาตรา 5 ของกฎหมาย วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ในตอนท้ายที่ระบุว่า “และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร”
ในขณะนั้นจำเลยได้คัดค้านการอ้างเอกสารใหม่ต่อศาลแล้วว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ และได้รับความเสียหาย เพราะจำเลยไม่มีโอกาสโต้แย้งคัดค้านเอกสารที่เพิ่มใหม่เสียตั้งแต่ในชั้นสอบสวนที่ถูกกล่าวหา และประการสำคัญเอกสารใหม่ที่เพิ่มเป็นเรื่องที่กล่าวหาจำเลยในคดีอื่นที่มิได้รวมการพิจารณากับคดีของ น.ส. ยิ่งลักษณ์
3.ในระหว่างการพิจารณา รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 โดยมีบัญญัติไว้ในมาตรา 235 วรรค 6 ว่า การพิจารณาของศาลฎีกา และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้นำสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติเป็นหลักในการพิจารณา แต่ก็ได้เพิ่มเติมข้อความตอนท้ายว่า "และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ให้ศาลมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้" ซึ่งแตกต่างและขัดแย้งกับ มาตรา 5 ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ในตอนท้ายที่ระบุว่า “และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร” โดยไม่มีเงื่อนไขในเรื่องการไต่สวนเพิ่มเติมเช่นเดียวกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้แล้ว จึงถือว่ากฎหมายที่ศาลใช้รับเอกสารเพิ่มเติมใหม่ของโจทก์ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
4. ทีมทนายความเห็นว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ควรสอดคล้องต้องตรงกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เปลี่ยนไปจากมาตรา 5 ของกฎหมายที่ใช้ในขณะที่โจทก์เพิ่มเอกสารใหม่ต่อศาล เมื่อขณะนี้การพิจารณาของศาลฎีกาฯ ยังไม่เสร็จสิ้น หากปล่อยให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นจะทำให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ หมดโอกาสและเสียสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้โดยสิ้นเชิง อีกทั้งจะทำให้ไม่มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายที่เป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และทำให้เรื่องที่จำเลยร้องขอ และมีข้อโต้แย้งต่อกฎหมายที่ศาลฎีกาฯใช้ในการพิจารณาคดีว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นสาระสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเสียให้สิ้นกระแสความก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษาในคดีนี้
นายนรวิชญ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตลอดมา น.ส. ยิ่งลักษณ์ให้ความร่วมมือในการพิจารณาคดีของศาล ไม่เคยขอเลื่อนการพิจารณาคดี และมีการสืบพยานจำเลยทุกนัด อันทำให้เห็นได้ว่าไม่มีพฤติการณ์ประวิงคดีแต่อย่างใด แต่เมื่อมีข้อกฎหมายที่สำคัญ และเป็นข้อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษสูง ก็ขอโอกาสต่อ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ต่อสู้คดีทั้งในข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายให้ครบถ้วนก่อนที่ศาลจะได้มีคำพิพากษาในคดีนี้
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 5