
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เตรียมออก นิรโทษกรรม คดีชุมนุมทางการเมือง เพื่อปลดล็อกประเทศไทย คาดออกเป็นกฎหมายได้ปลายปีนี้
นิรโทษกรรม หรือ คดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ในขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เตรียมการดำเนินออก กฎหมายนิรโทษกรรม คดีชุมนุมทางการเมือง เพื่อต้องการนำประเทศไปสู่การปรองดอง ถือเป็นพันธกิจหนึ่งที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยยึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2557 และได้มการตั้งชุดคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดอง ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล
ซึ่งในขณะนี้นายกฯ ได้มอบหมายให้ทีมปฏิบัติการลับไปรวบรวมรายชื่อบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีการเมือง ทั้งในชั้นศาลและการดำเนินคดีทั้งหมด เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจใน นิรโทษกรรม
นิรโทษกรรม คืออะไร
เบื้องต้นจะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ที่ไม่รวมถึงคดีทุจริตและคดีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนช่วงเวลาท่นำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม อาจจะดำเนินในช่วงกลางปีหรือปลายปีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดคุยกับอดีตรองนายกฯ นายสุเทพ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้แกนนำรัฐบาลได้พยายามประสานงาน และติดต่อเพื่อดึงพรรคเพื่อไทย เข้ามาร่วมทีมรัฐบาล เพื่อเข้าสู่การเป็นรัฐบาลปลองดองแล้วเมื่อ 2-3 เดือนก่อน
นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสปช. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยความพยายามของทุกภาคส่วน รวมไปถึงภาครัฐบาลด้วย ถ้ารัฐบาลไม่ขยับตัวในเรื่องนี้ โอกาสที่จะเป็นไปได้ก็น้อยเหมือนกัน
เข้าใจดว่าเรื่องแบบนี้ต้องอาศัยเวลา ต้องให้สังคมเกิดความสุกงอมพร้อมกันไปด้วย การจะเร่งเวลาก็เป็นไปไม่ได้ ส่วนถ้าจะวางเฉยถึงเรื่องนี้ก็ไม่เหมาะ การจะก่อให้เกิดความปรองดองได้นั้นต้องมกฎหมายออกมา แต่ถ้าอารมณ์ของประชาชนและผู้คนไม่ต้อนรับกฎหมาย ก็ออกกฎหมายมาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าการจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม สมควรจะออกเป็น พ.ร.บ. มากกว่า เพราะถ้าออกมาในรูปแบบของ พ.ร.ก. ในแง่ของการยอมรับอาจจะดูคับแคบเกินไป
ส่วนนักการเมืองควรจะคำนึงถึงเรื่องทิศทางที่จะก่อให้เกิดความปรองดอง และควรจะมีเงื่อนไขที่สามารถรับมือกันได้ทุกคน และเป็นการรับมืออย่างกว้างขวาง คือ
1.ไม่ยกคดีให้คนท่ปิดด้านคอร์รัปชัน คนท่ไม่ควรได้อานิสงค์คือ คนที่ทุจริต
2.คนที่ทำผิดต่อมาตรา 112 คือการปิดในฐาน ล่วงละเมิดสถาบัน
3.ผู้ที่ผิดอาญาร้ายแรง ประเภทที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต หรือประเภททำให้ถึงแก่ทรัพย์สินและชีวิตรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อ
นอกนั้นเป็นความผิดลหุโทษ, ความผิดจราจร, ผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, ผิด พ.ร.บ.ฉุกเฉิน, มาชุมนุมและถูกจับไปต้องได้รับการยกเว้น
ด้านพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการกระทำนี้และมองว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะสร้างความสามัคคีปรองดองในสังคมไทย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พยายามผลักดันกันมาเป็นเวลานาน
ส่วนที่กังวลว่าอาจเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่นั้น จะไม่เกิดขึ้น เพราะว่าไม่ใช่นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง แต่เป็นการทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีรายละเอียดที่ชัดเจน
กรอบเวลาก็คือเริ่มจากคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับแต่การยึดอำนาจของคมช. เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งคณะกรรมการเพื่อสร้างความปรองดองในชุดสนช.เสนอให้นิรโทษกรรมถึงปี 2557 แต่เพื่อให้ครอบคลุมถึงความผิดจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังจากนั้น เช่น การเคลื่อนไหวของกลุ่มอยากเลือกตั้ง และเห็นว่าครั้งนี้ควรจะขยายให้ถึงวันยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งครั้ล่าสุด
ถึงเวลาที่ควรจะทำเรื่องนี้เพื่อให้สังคมคืนสู่ความปรองดองเสียที เพราะเพื่อไทยก็มีไปอยู่กับพลังประชารัฐ แกนนำทั้งพันธมิตรฯ นปช. หรือ กปปส. ก็ถูกตัดสินไปอยู่ในคุกแล้ว และจะเจอกันอีกหลายคดี
นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า เชื่อว่าถ้ามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะมีผลบวกต่อการเมืองไทย แต่ต้องมีคำอธิบายให้สังคมเข้าใจในระดับหนึ่ง กรณีมีคนค้านนั้นค้านด้วยเหตุผลใด ให้แลกเปลี่ยนความคิดกันดูว่าเป็นอย่างไร และมองว่าให้เริ่มในช่วงหลังที่โควิดไม่ระบาดนั้นเป็นโอกาสดี ซึ่งหลายคนโดนคดีต่างๆ อยากจะให้พลิกหน้ากระดาษเพื่อตั้งต้นใหม่และเดินหน้าต่อ การทำเรื่องนิรโทษกรรมจะสำเร็จไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่ร่วมด้วย เพราะรัฐบาลต้องเป็นคนตัดสินใจ
ในขณะเดียวกัน นายสติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ในแง่ของการปรองดองประเทศมองแล้วก็พอว่าการกระทำครั้งนี้สามารถเป็นไปได้ ต้องดูด้วยว่านิรโทษกรรมใครบ้าง คนท่มความเห็นตรงกันควรนิรโทษกรรม คนเข้าร่วมชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่แกนนำหรือผู้ก่อเหตุหลักที่มีคดีอาญา ต้องแยกทั้งหมดนี้เป็นเรื่องๆ และถ้าจะใช้การนิรโทษกรรม ควรจะเริ่มตั้งแต่การก่อม็อบเมื่อป 2548 จนถึงปัจจุบัน
ส่วนการออกนิรโทษกรรมนั้นควรจะออกมาในรูปแบบ พ.ร.บ. มากกว่า จะได้ผ่านสภาและใช้เวทรัฐสภา เพราะถ้าออกมาในรูปแบบ พ.ร.ก. จะต้องออกเป็นกรณีฉุกเฉิน และต้องดูให้แน่ชัดว่านิรโทษกรรมแค่ไหน
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ