
“บรรยิน” ขอศาลเมตตาขยายเวลาตรวจหลักฐานเพิ่ม 60 วัน เจ้าตัวพ้อคดีเยอะ ไม่มีเวลาเตรียมตัว ยังมั่นใจถูกใส่ร้าย
วันนี้ (22 มิ.ย.2563) การพิจารณาคดีจ้างวานอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ใช้ห้องพิจารณาคดี 703 ชั้น 1 ซึ่งเป็นห้องใหญ่ที่ไว้ใช้พิจารณาในคดีสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
เวลา 10.30 น. ทางเจ้าหน้าที่ศาลได้เบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ จำเลยที่ 1 เข้ามาภายในห้องพิจารณา ซึ่งพ.ต.ท.บรรยิน เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตามปกติ ไม่มีทีท่ากังวลหรือเครียด พร้อมสวมชุดนักโทษของทางเรือนจำไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือ และเมื่อมานั่ง ก็ได้ตรวจพยานหลักฐานที่ทางทนายความเตรียมมา จำนวน กว่า 2 ลังใหญ่ ประมาณ 10 กว่าแฟ้ม
ต่อมาเวลา 10.45 นาที ผู้พิพากษาได้นั่งบัลลังก์ เพื่อนำตรวจพยานหลักฐาน โดยศาลระบุว่าในวันนี้จะเป็นการพิจารณาพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ และให้เวลาฝ่ายจำเลยในการตรวจพยานหลักฐาน 30 วัน
ขณะที่พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลพร้อมหารือขอความเมตตาขยายเวลาในการตรวจสอบพยานหลักฐาน เนื่องจากตนเองถูกคุมขังอยู่ในห้องเดี่ยว และยังถูกเคลื่อนย้ายเรือนจำจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมายังเรือนจำกลางบางขวาง อีกทั้งตนยังต้องขึ้นศาลทุกสัปดาห์ ทำให้ไม่มีโอกาสได้เห็นเอกสาร หรือ พิจารณาเอกสารทั้งหมดได้ ซึ่งทำให้ตนเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทำให้ที่ผ่านมาตนให้การปฏิเสธในทุกข้อหาก่อน
พ.ต.ท.บรรยิน จึงขอเวลาเพิ่มอีก 30 วัน เป็น 60 วัน ในการตรวจพยานหลักฐาน ซึ่งศาลได้ให้เวลาตามที่จำเลยร้องขอ นอกจากนี้ยังขอความเมตตาต่อศาลในการให้ภรรยาและลูก เข้ามาร่วมรับฟังในครั้งต่อไปเพื่อเป็นการปรึกษา แต่ทางศาลไม่อนุญาต เพราะมีห้องวีดิโอคอนเฟอเร้นท์อยู่แล้วและเพื่อความปลอดภัย
ส่วนวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ศาลยังคงนัด จำเลย 2-6 ในการตรวจพยานหลักฐาน พร้อมจะระบุวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ฝ่ายจำเลย ของจำเลย ที่ 1 อีกครั้งในวันไหนนั้นจะแจ้งในวันที่ 25 นี้
ด้านการรักษาความปลอดภัยภายในห้องพิจารณาคดีนั้นมีเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน คุ้มกันภายในห้องพิจารณา รวมกัน 3 นาย และยืนคุมหน้าห้องพิจารณาอีก 2 นาย ซึ่งยังไม่รวมตำรวจศาล ที่คอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง
สำหรับคดีดังกล่าว พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ทั้งหมด 6 คน โดยมี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1 , นายมานัส อายุ 67 ปี , นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 48 ปี , นายชาติชาย อายุ 31 ปี , นายประชาวิทย์ อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย อายุ 63 ปี ซึ่งจำเลยที่ 1-6 ในความผิด 9 ข้อหา
1.ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289
2.ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313
3.ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310
4.ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139,140
5.ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210
6.ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปมาตรา 213
7.ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199
8.ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ
9.ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบป.อ.มาตรา 33,80,83,91,92
นอกจานี้ยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 คือ ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146
อ่านข่าว