รศ.สุขุม นวลสกุล วิเคราะห์เจาะลึกการปรับ ครม.ใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับดุลอำนาจ เพื่ออำนาจ ท่ามกลางมรสุมสารพัน ที่อาจจะทำให้เกิดการพลิกผันได้ แม้กระทั่งน้ำผึ้ง เพียงหยดเดียว...ก็ตาม
การปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2 ภาพรวมเป็นไปตามโผ จะมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อย ตรงที่ ดอน รมว.ต่างประเทศได้เป็น รองนายกฯ อีกตำแหน่ง
การปรับ ครม.ครั้งล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง ? รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง จะมาถอดรหัส ให้เห็นกันชัด ชัด
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ ระหว่างบิ๊กตู่ กับบิ๊กป้อม ยังแนบแน่น หรือเปลี่ยนแปลงไป ? ซึ่ง รศ.สุขุม ได้วิเคราะห์การปรับ ครม. ครั้งนี้ ในภาพรวมว่า
“คือจริงๆ สิ่งที่เราต้องยอมรับแต่ต้นก็คือ การปรับ ครม. คราวนี้ชัดเจนว่า เป็นการปรับเพื่อแก้ปัญหาภายใน เป็นการปรับเพื่อแก้ปัญหา
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็ต้องยอมรับอยู่เหมือนกันว่า เมื่อปรับไปแล้วเนี่ย ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของตัวนำของพรรคพลังประชารัฐ
“แต่ก็แสดงให้เห็นว่านายกฯ ท่านก็มีภาวะผู้นำ คือไม่ได้ทำให้คนเห็นว่า ท่านตกอยู่ภายใต้การบงการของพรรคพลังประชารัฐ
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตั้งรัฐมนตรีใหม่ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นนักบริหารภายนอก เข้ามาแทนตำแหน่งที่ทางสมาชิกพรรคเรียกร้อง
“เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นเนี่ย ถ้าเราดูโพล ดูอะไรออกมาเนี่ย จะเห็นว่า คนไม่ได้หวัง ไม่ตั้งความหวังกับการปรับ ครม.ครั้งนี้ว่า จะช่วยให้การบริหารดีขึ้น เพียงแต่เห็นว่า นายกฯ ก็ยังมีภาวะผู้นำอยู่
“ตอนนี้นายกฯ ก็พยายามแสดงให้เห็นว่า การปรับ ครม.คราวนี้เนี่ย ท่านพยายามจะทำให้เห็นว่า มีจุดมุ่งอะไรที่มันแตกต่างๆ ไปจาก ครม. ชุดที่แล้ว
“ตัวอย่างอย่างเช่นการที่บอกว่าจะให้ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่ยกระดับขึ้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี เนี่ย จะมีส่วนช่วยในการเป็นกระทรวงเศรษฐกิจอีกกระทรวงหนึ่ง เพื่อช่วยเรื่องการส่งออก
“จึงทำให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็พยายามที่จะสร้างเครือข่ายในการส่งออก ในการติดต่อ นอกเหนือจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว ก็ยังมีกระทรวงการต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
“หรือที่ยกระดับกระทรวงแรงงานขึ้นมาให้เป็นกระทรวงใหญ่ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็เพราะท่านเห็นว่าปัญหาของแรงงานเป็นเรื่องใหญ่
“ลำพังนโยบายเดิมนั้น หรือว่าอยู่ที่พรรคที่ไม่ใช่พรรคหลักของท่านเนี่ย มันอาจจะไม่ได้ถึงใจท่าน เหมือนกับพรรคพลังประชารัฐรับมา นายกฯรับผิดชอบเอง ร่วมทั้งมีรัฐมนตรีช่วยขึ้นมาด้วย ซึ่งมันก็เลยกลายเป็นว่า อย่าเพิ่งติฉันก่อน รอดูการเพอร์ฟอร์แมนซ์ หรือการแสดง ที่จะมีต่อจากนี้ไปตรงนี้...
“นี่ถ้าเกิดกระทรวงพลังงานเป็นไปตามที่ทางฝ่ายนั้นเรียกร้อง กระทรวงมหาดไทยเปลี่ยนแล้ว คนก็จะดูว่า ลบ นายกฯ ไม่ได้เป็นผู้นำอีกแล้ว”
และจากการออกตัวแรง ของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่แสดงความมุ่งมั่น ต้องการเป็น รมว.พลังงาน แต่แล้วก็ต้องอกหักอีกครั้ง
ส่วนปฏิกริยาจากสุริยะ และกลุ่มสามมิตร จะเป็นเช่นไร รศ.สุขุม กล่าวว่า ก็ต้องรอดูกันต่อไป
“มันไม่จบ ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นจึงมีคำขึ้นมาว่า อาฟเตอร์ช็อก ฟังจากคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นเนื้อเดียวกับคุณสุริยะ อันนี้ก็ดูภาวะผู้นำนายกฯ ว่าจะสามารถที่จะทำให้ความไม่พอใจนั้น ไม่คุกรุ่นถึงขนาดที่ว่า จะมาแสดงอาฟเตอร์ช็อก เช่น ขาดประชุม อะไรอย่างนี้หรือไม่
“มันก็มีปัญหา แต่พูดง่ายๆ ว่า นายกฯ เอาอยู่ เพราะหนแรกต้องยอมรับว่า คนที่ทุบโต๊ะก่อนเพื่อน คือคุณไพบูลย์ (นิติตะวัน) ถ้าไม่ได้หนนี้ต้องกลับไปพูดกับคนร้อยกว่าคน
“พอส่งชื่อให้นายกฯ ปั๊บ ออกประกาศเลย เรา (ไพบูลย์) ต้องการเปลี่ยนรัฐมนตรีมหาดไทยนะ เราต้องการให้คุณสุริยะอยู่กระทรวงพลังงานนะ แล้วคนถามว่าแล้วถ้าผิดไปจากนี้ล่ะ จะผิดไปจากนี้ ต้องคุยกันก่อน แต่นายกฯ ไม่คุยด้วย"
รศ.สุขุม ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่สุริยะ ต้องอกหัก ไม่ได้เป็น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน เพราะ...
“ถ้าเกิดไปให้ จะกลายเป็นว่านายกฯ ยอมไปหมด เพราะไม่มีใครมองว่าคุณสุริยะอยากได้กระทรวงพลังงาน เพราะมีโปรเจคอย่างนั้น เพราะมีโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชน มีแต่ความอยาก ที่เอามาโชว์เท่านั้นเอง
“คุณเคยได้ยินคุณสุริยะพูดอะไรถึงพลังงาน ที่ควรจะปรับปรุง ที่ควรจะแก้ไข ควรจะวางนโยบาย ก็ไม่มี แต่ว่าผมอยากเป็น
“ไอ้อย่างนั้นเนี่ย ในทางการเมือง มันพูดได้ แต่ในระหว่างที่บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ แล้วรัฐบาลนี้ต้องยอมรับว่า เป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ มันปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้”
ซึ่งจากการปรับ ครม. ครั้งล่าสุด แม้ปรับ 7 ตำแหน่ง แต่ก็สะท้อนให้เห็นอะไรมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ ความไว้วางใจ... ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป
“สามคน (พล.อ.ประยุทธ์ , พล.อ.ประวิตร , พล.อ.อนุพงษ์) เราเชื่อว่าเขาคงไม่แตกกัน แต่นายกฯเองก็เริ่มระวังแล้วเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการตั้งรองนายกฯ เพิ่มขึ้นเนี่ย เท่ากับลดอำนาจบิ๊กป้อมลงนะ
“ตั้งรองนายกฯ เพิ่มเนี่ย ไม่ให้บิ๊กป้อมไปคุมกระทรวงมหาดไทย อย่างที่ต้องการด้วย เมื่อก่อนนี้ นายกฯ อาจจะมองว่า รองนายกฯ ของฉัน 5 คนเนี่ย เป็นหัวหน้าพรรคสัก 2 นอกนั้นเป็นคนของฉัน สมคิด ประวิตร วิษณุ หนนี้ท่าจะไม่ไว้ใจแล้ว
“เพราะว่าคุณประวิตร กลายเป็นหัวหน้าพรรค หัวหน้าพรรค 3 ฉัน 2 น่ะ เพราะฉะนั้น เอารัฐมนตรีต่างประเทศ มาอีกคนซิ รวมเป็นรองนายกฯ ของฉัน 3 นะ ประวิตร บวกมาทางฉันหรือเปล่า แต่ว่าถึงไม่บวก ก็ไม่เป็นไร ฉันก็ 3 อยู่แล้ว
“ไม่ไว้ใจแล้ว ว่าจะเป็นประวิตรคนเดิม ที่รวมเป็นรวมตายกับเรา หรือเป็นประวิตร ที่เป็นหัวหน้าพรรค”
ส่วนกรณีที่ดอน ปรมัตถ์วินัย ได้ตำแหน่งเพิ่ม เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.ต่างประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผลงานก็ไม่ได้โดดเด่นนัก เสียงวิจารณ์ออกไปทางตำหนิเสียด้วยซ้ำ รศ.สุขุม ได้แสดงความคิดเห็นว่า
“ก็จำนวนรัฐมนตรีมีจำกัด ทีนี้ถ้าดูไปแล้วเนี่ย คนอื่นตอนนี้ที่เหลือ เป็นมือของท่าน (นายกฯ) ก็เหลือไม่มากแ ล้วคุณดอนเองเนี่ย ยังไงๆ ก็เป็นคนเก่าแก่ ก็คือเคยเห็นฤทธิ์ของพวกนักการเมืองมาด้วย อะไรต่างๆ ตรงเนี้ย แล้วคุณดอน ก็คือโดนมรสุมอยู่พอสมควร ก็ฝ่ามาได้ มันหาจุดอ่อนมาเล่นอีก ต้องหาใหม่"
ส่วนกรณีของนฤมล ก็เป็นไปตามโผ ได้เลื่อนชั้นชึ้นเป็น รมช. แรงงาน โดย รศ.สุขุม ได้เล่าความเป็นมาของเธอ ดังนี้
“คือเขาบอกว่า ความเป็นมา ท่านมากับคุณสมคิด แต่พอเข้ามาแล้ว ท่านเห็นทางว่าเล่นการเมืองแล้วเนี่ย จะเดินไปข้างหน้าได้ต้องไปอยู่กับใคร ก็เลยโดนนินทาอยู่เหมือนกันว่า มาเกาะโดยเฉพาะระยะหลังนี่ เรียกว่า ไม่คลาดเงาเลยน่ะ ตอนคุณประวิทย์ มีคุยกับท่านนายกฯ รอบสุดท้าย ก็มาด้วย เห็นไหม แม้นั่งหน้าห้องก็รอ (หัวเราะ)”
สถานการณ์ตอนนี้ ของรัฐบาล ต้องเรียกว่า ถูกกระหน่ำรอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโควิด-19 เศรษฐกิจ , บอส , บ่อน ฯลฯ โดยเฉพาะแฟลชม็อบ ที่มีไม่เว้นวัน แล้วอย่างนี้ รัฐบาลประยุทธ์ จะอยู่ครบเทอม หรือไม่ ?
“อยู่ แต่ไม่ได้อยู่อย่างดีนักนะ ก็อยู่อย่างแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ ก็พยายามแก้ ท่านนายกฯ ก็พยายามแก้อยู่ เช่น ตั้งกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอะไรต่างๆ
“นี่คือ การพยายามแก้ปัญหาอยู่ โอกาสที่จะน้ำผึ้งหยดเดียว มันมีอยู่ตลอด เพราะว่าในเวลาเดียวกันเนี่ย กองเชียร์ท่าน บางทีมันก็ค่อนข้างที่จะ... คือท่านจะไปทิ้งกองเชียร์ก็ไม่ได้
“ตัวอย่างเช่น ท่านคงไม่อยากให้ ผบ.ทบ. พูดอย่างนั้นมั้ง ท่านอาจไม่อยากให้ตั้งอาชีวะช่วยชาติมั้ง แต่ถ้าไปห้ามอะไรมากๆ เดี๋ยวคนทิ้งท่าน กลายเป็นโดดเดี่ยวไปเลย ท่านคงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแหละ เพราะคนเหล่านั้น คนก็มองดูอยู่ว่า ก็คงต้องมีลิ้งก์ (เชื่อมโยง) อะไรกันอยู่พอสมควร”
ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนๆ ในเวลานี้จะทุเลาเบาลง หรือร้อนแรงขึ้น รศ.สุขุม ชี้ว่า อยู่ที่ท่าทีนายกฯ เป็นหลัก
“และก็อยากให้ท่านนายกฯ รัฐบาลชุดใหม่ เปลี่ยนท่าที ซึ่งผมก็ดูท่านนายกฯ ก็รับฟังมากขึ้น คนเราถ้าเป็นผู้นำเนี่ย พูดเหมือนกับใจของคนที่ถูกปกครองเนี่ย มันได้ใจ
“อย่างวันก่อน ท่านบอกเรื่องนี้จบไม่ได้ (บอส อยู่วิทยา) เรื่องนี้ผมไม่พอใจเหมือนกัน อย่างเนี้ยได้ใจ
“แต่ต้องทำจริงนะ เพราะท่านมีอำนาจ ผมว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะท่านพูดอย่างนี้ ท่านได้ใจไปเยอะ
“แต่ต้องไม่นิ่งนะ ไม่ใช่พูดไปอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นโอกาสที่ท่านจะเรียกศรัทธาของผู้คนกลับมา มันมีตลอดแหละ มันอยู่ที่ท่านเอง
“เมื่อไหร่ท่านทุบโต๊ะ ท่านหน้าหงิกหน้างอ ศรัทธามันก็หาย ท่านเป็นท่านที่คนเขาคิดว่าเป็นที่พึ่งได้ อย่างน้อยที่สุด ท่านคิดเหมือนเราเนี่ย อย่างนี้โอเค"
และทั้งหมดนี้ก็คือ การถอดรหัสการเมือง จากการปรับ ครม. ครั้งล่าสุด ที่สะท้อนให้เห็นถึงการแก้ปัญหา การปรับดุลอำนาจ เพื่อรักษาอำนาจ ท่ามกลางมรสุมสารพัด ที่อาจจะทำให้เกิดการพลิกผันได้ แม้กระทั่งน้ำผึ้ง เพียงหยดเดียว...ก็ตาม