
เลขาธิการพรรคก้าวไกล ชี้แจงเหตุผลที่ "พรรคก้าวไกล" ไม่ร่วมยื่นญัตติแก้ รธน. ของฝ่ายค้าน เพราะล็อคประเด็น ห้ามแตะ 2 ประการ
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ต่อกรณีพรรคก้าวไกลไม่ร่วมลงชื่อกับพรรคร่วมฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคเพื่อไทย เพื่อเสนอญัตติด่วนให้สภาพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไข มาตรา 256 ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ขึ้น โดยระบุว่า พรรคก้าวไกลพยายามไม่พูดเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดภาพความขัดแย้งในพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่เมื่อวานนี้ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้บอกกับสื่อมวลชนให้มาถามทางพรรคก้าวไกลจึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงเพื่อให้สังคมได้เข้าใจตรงกัน
ทั้งนี้ พรรคก้าวไกล เห็นว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นระเบิดเวลาหรือเป็นวิกฤติ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสด้วย หมายความว่า ทางออกของวิกฤติสามารถทำได้โดยการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับผ่านการตั้ง สสร. เพื่อไม่ทำให้การเมืองเดินไปสู่ทางตัน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเห็นต่างกันอยู่ พรรคก้าวไกลจึงไม่ได้ร่วมเข้าชื่อ เพราะขอสงวนความเห็นในประเด็นสำคัญบางประการไว้ แต่ยืนยันว่ายังทำงานร่วมกันต่อกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น เช่น ข้อเสนอของพรรคก้าวไกลในการปิดสวิตซ์ ส.ว. ผ่านการยกเลิกมาตราที่เกี่ยวข้องกับ ส.ว. ได้แก่ มาตรา 269 - 272 ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังพิจารณาร่วมกันอยู่ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะยื่นเสนอแก้ไขร่วมกันในประเด็นเหล่านี้
“สำหรับประเด็นแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. พรรคก้าวไกลเห็นด้วย และญัตตินี้ เมื่อมี ส.ส.เข้าชื่อเกิน 1 ใน 5 หรือ 98 คนแล้ว ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป ซึ่งเราก็คงจะไปร่วมอภิปรายด้วย เพียงแต่เราขอสงวนความเห็นบางประเด็นไว้ ”
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ความเห็นที่พรรคก้าวไกลขอสงวนไว้คือ การเสนอปิดสวิตซ์ ส.ว.ในคราวนี้เลยใช่หรือไม่ นายชัยธวัช ยืนยันชัดเจนว่า ไม่ใช่ประเด็นนี้ เพราะจะเป็นญัตติที่แยกยื่นต่างหากเนื่องจากการแก้ไขมาตรา 269 - 272 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ส.ว.ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ จึงไม่ควรผูกเข้าไว้การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. ซึ่งต้องมีการทำประชามติ
“ประเด็นที่เราสงวนความเห็นไว้ก็คือ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ยื่นกันไปเมื่อวานนี้นั้นไปกำหนดไว้ว่า สสร. ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ หมวด 2 พรรคก้าวไกล เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ประเด็นแรก การไปล็อคไว้ว่า สสร.จะไม่แก้หมวด 1 และ หมวด 2 จะไปผลิตซ้ำความเข้าใจผิดว่า รัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ 2 แตะต้องแก้ไขไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วมีการแก้ไขมาโดยตลอด ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามหรือแปลกประหลาด หากมีการกังวลว่าจะมีการเซ็นต์เช็คเปล่าให้ สสร. ไปแก้อะไรที่เลยเถิด เรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะการแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้งมีข้อจำกัด รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 255 ซึ่งเป็นมาตราแรกของหมวดแก้ไขรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อยู่แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบหรือเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ซึ่งหมายความถึงการเป็นราชอาณาจักรจะกระทำมิได้ มันจึงมีกรอบที่กำหนดขอบเขตในการจัดทำรัฐธรรมนูญอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปสร้างความเข้าใจผิด ”
ประการที่ 2 นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หมายความว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ เขาได้แสดงออกถึงสิ่งที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไว้ถึงความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน พูดตรงๆก็คือมีการแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงคิดว่าสิ่งที่สังคมต้องตั้งหลักให้ดีคือ ควรมีวุฒิภาวะในการฟังพวกเขาและอย่าไปใช้ความรุนแรงหรือกดดัน เพราะสิ่งที่พวกเขาเสนอยังอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
“เรามีความกังวลว่าหากไปล็อค หมวด 1 และ 2 ไว้ จะยิ่งทำให้ไปลดวุฒิภาวะของสังคมในการรับฟัง ส่งผลไปอีกด้านหนึ่งคือการปิดพื้นที่ปลอดภัย ทำให้สังคมรู้สึกว่าสิ่งที่สังคมหรือคนรุ่นใหม่แสดงออกเป็นสิ่งต้องห้าม แทนที่การมี สสร. จะเป็นทางออกร่วมกันที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเสนอความเห็น ความต้องการของตนเอง และหาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติได้ ก็จะทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า สสร.นี้ไม่ใช่พื้นที่ของพวกเขา”
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ นายชัยธวัช ย้ำอีกครั้งว่า การสงวนความเห็นนี้อาจทำให้เข้าใจได้ว่า พรรคก้าวไกลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 1 และ 2 แต่ความจริงคือพรรคไม่ได้เสนอว่าควรจะแก้หรือไม่ แต่ต้องการให้ สสร.เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกฝ่ายมาหาข้อยุติร่วมกันได้จริง เชื่อว่า ใน สสร.จะทำให้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ว่าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งามารถได้ทุกอย่างอย่างที่ตนเองต้องการ แต่จะเป็นพื้นที่ให้สังคมสามารถหาฉันทามติหรือหาจุดสมดุลย์ได้ และสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องนำไปผ่านประชามติ เสียงส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นผู้ตัดสินว่ายอมรับหรือไม่ ดังนั้น จึงอย่าวิตกกังวลกันมากจนเกินไป
สำหรับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลที่จะมีการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อไปคือ มาตรา 269 -272 มาตรา 269 สาระสำคัญคือ การยกเลิก ส.ว. 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. แล้วให้กลับไปใช้ ส.ว. 200 คน ที่อยู่ในหมวดปกติ ส่วน มาตรา 270 และ 271 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกกฎหมายปฏิรูปประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับ ส.ว. ส่วนมาตรา 272 คือการยกเลิกอำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี