
กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและตำรวจ วุฒิสภา ค้าน "ร่าง พ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญา" ชี้ก่อปัญหา "คำนูณ" เซ็งปฏิรูปตำรวจไม่คืบหน้า
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ วุฒิสภา กล่าวถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ต้องปฏิรูปทั้งระบบ รวมถึงพนักงานอัยการด้วย ไม่ใช่ปฏิรูปตำรวจเพียงอย่างเดียว จะเอาคดีใดคดีหนึ่ง หรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดมาเป็นตัวแทนทุกเรื่องไม่ได้ ในกรณีทำนองอย่างนี้ เคยเกิดคดีสุพรรณบุรี ทำให้ต้องยกระดับเรื่องแพทย์ชันสูตรพลิกศพทั้งหมด ดังนั้นต้องคิดก่อนว่าในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ต้องให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าต้องการให้เกิดอะไร
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มักจะมองที่ปลายเหตุ ต้นเหตุคือป้องไม่ให้เกิดอาชญากรรม แต่แน่นอนว่า เราไม่สามารถป้องกันได้ 100% เกิดการกระทำผิดทางอาญาขึ้น จนต้องมีการปราบปรามตามมา ซึ่งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมักจะพูดในจุดนี้กันมากกว่า ทั้งนี้ในส่วนด้านกฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปฯ เสนอเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ว่า ควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ ร่างพ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญา ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ มีความเห็นว่า ควรปรับปรุงเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และนำมาสู่การพิจารณาของรัฐบาล ในโอกาสต่อไป แต่ในส่วนร่าง พ.ร.บ.สอบสวนคดีอาญา เห็นควรให้ยกเลิกในการเสนอกฎหมายฉบับนี้
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ พบว่า ประเด็นที่มีปัญหาและนำไปสู่การตัดสินใจรัฐบาล ในเรื่องของการตัดอำนาจผู้บังคับการ และตัวผู้บัญชาการที่มีอำนาจเกี่ยวกับการสอบสวน ซึ่งจะโยงไปถึงการมีความเห็นในทางคดี ตรงนี้คิดว่า ไม่ควรแบ่งตำรวจออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายปราบปรามกับฝ่ายสอบสวน เพราะทั้ง 2 ฝ่ายทำงานร่วมกัน แต่ความเจริญเติบโต ก้าวหน้าของพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้ขัดข้องเพราะเป็นการทำให้ชัดเจนขึ้น ส่วนเรื่องของการกำหนดให้มี 5 สายงาน และให้การเติบโตเป็นไปตามสายงาน เป็นข้อจำกัดในการบริหารงานบุคคลซึ่ง ได้เคยมีการเสนอให้แบ่งเป็นกลุ่มแทน เพราะอาจจะเกิดปัญหาในการหมุนเวียนสับเปลี่ยนกำลังคน เรื่องดังกล่าวกำลังทบทวนเพื่อหาข้อยุติ
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. กล่าวถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมระหว่างการประชุมวุฒิสภาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปตำรวจมากเป็นพิเศษ โดยแยกออกมาเป็นบทบังคับตามรัฐธรรมนูญ กำหนดทั้งเนื้อหาและกระบวนการไว้เป็นการเฉพาะ ชัดเจน ทั้งนี้โดยมี “บทเร่งรัดกึ่งลงโทษ” ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปตำรวจตามรัฐธรรมนูญคือต้องการให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน โดยให้ประสานกันระหว่างอาวุโสกับความสามารถ