
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
วันที่ 21 ก.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่าผมเชื่อมั่นว่า สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย หรือสถานประกอบการต่างๆ ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์การเสียภาษีก็ไม่ได้เสีย ไปเสียภาษีVat กันอย่างเดียว ภาษี Vat เราก็ไม่ได้ขึ้นมาหลายปีแล้ว ที่เราบอกว่ามีคนอยู่ 1,000 ครอบครัวรวย ที่เหลืออีก 40 ล้าน 50 ล้าน 60 ล้านไม่รวย แล้วผมถามว่าถ้าเราไม่เอาคน 1,000 ครอบครัวนั้นมาร่วมมือกันในการขับเคลื่อนประเทศมันจะไปได้ไหม
เราจะส่งเสริมคน 40 ล้าน ขึ้นมารวยเท่ากับคนข้างบนได้ไหม ไม่ได้ มันต้องเกลี่ยรายได้ลงมาให้ได้ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กฎหมายก็มีอะไรก็มี อยู่ที่สิ่งที่พวกเราจะร่วมมือกันในการปฏิรูปประเทศ คนรวยจะช่วยดูแลคนจนอย่างไร มาช่วยรัฐบา
อย่าให้เขาชักจูงไปในทางที่เสียหายกัน หรือไปแสวงประโยชน์หรือไปเสียเงินเบี้ยใบ้รายทางไม่ได้ เอาเงินมาดูแลประชาชนดีกว่า ไอ้ที่คิดว่าต้องเอาเงินตรงนี้ไปอุดตรงโน้นไปให้ตรงนี้เอามาให้ประชาชนดีกว่า
เพราะฉะนั้นเราต้องมาดูว่าศักยภาพของแต่ละคนแต่ละกลุ่มที่เราว่ามันมีแต่ละรายได้มันทำยังไง ถ้าเรารวมกลุ่มสหกรณ์ วิสาหะกิจชุมชนไม่ได้เราก็โทษใครไม่ได้ ทุกอย่างเป็นการสะสมมาจนถึงทุกวันนี้ หลายสิบปีมาแล้ว ทุกอย่างก็โตขึ้นเรื่อยๆ คนรวยอยู่แล้วก็รวยมากขึ้น เพราะลงทุนมากขึ้นก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ไม่มีโอกาสจะลงทุน ไม่มีขีดความสามารถก็ไม่ได้ลงทุน ก็จะอยู่ในวงจรของผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในห่วงโซ่เหล่านี้
เพราะฉะนั้นคนรวย หรือ ผู้ประกอบการ ผู้ถือหุ้น เขาต้องการกำไรมาก ลงทุนมากเสี่ยงมากล้มเมื่อไรก็ไม่รู้ ขณะเดียวกันฝั่งคนจน หากไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่ของเขาก็อาจจะไม่ได้รับประโยชน์อะไร
วันนี้คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจำนวนมาก เราพยายามจะขับเคลื่อนคนเหล่านี้ให้ไปเสียภาษีให้ได้ ไม่ต้องการรีดภาษี ถ้าเข้าไปถึงเกณฑ์การเสียภาษี เช่น เกินปีละ 3 แสนขึ้นมา มันก็เพียงภาษีไม่มากมายนัก บางทีอาจจะไม่เสียด้วยซ้ำไป ลดโน้นลดนี้กันลงไป
แต่เพียงแต่ว่าเขาดีขึ้นไหมล่ะ จากรายได้วันนี้ต่ำกว่า 1 แสน ถ้าเป็นรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนจะดีกว่าไหม หรือ 3 หมื่น ขึ้นเป็น 1 แสนไปก่อนแล้วไปเป็น 3 แสน อย่าไปกลัวเรื่องเสียภาษี ถ้าเราตัดคนรวยคนลงทุนออกไปแล้วเราจะอยู่กันยังไงในเมื่อข้างล่างยังไม่พร้อมยังไม่แข็งแรง
เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องให้คนรวย คนมีสตางค์ เอาภาษีอะไรต่างๆ มาช่วยดูแล สร้างงานสร้างอาชีพ ลงทุน คนจนเราก็ต้องพัฒนาตัวเอาเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ให้ได้ พัฒนาตัวเองไปสู่ผู้ประกอบการ เริ่มจากสหกรณ์ วิสาหะกิจชุมชน ตลาดประชารัฐ ถ้าเราโตขึ้น เราแข็งแรงขึ้น เราจะไม่โทษกันไปกันมาแล้วตอนนี้ เขาก็ต้องมาสู้กับเราด้วย เพราะเราเข้มแข็งพอในเรื่องของต้นทาง รวมพลังกันให้ได้ เขาต้องมาซื้อที่เราอยู่ดี
ถ้าหากทุกคนพอใจ ร่วมกันตรงนี้ได้คำว่าเอื้อประโยชน์ ทุนนิยม มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้กับประชาชน ทุกบริษัทก็มีผู้ประกอบการ ทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง อยู่จำนวนหนึ่งที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ที่เรียกว่าพันธะสัญญา แต่ที่เหลืออยู่เหล่านั้นที่ยังคงแตกกระจายไปมา ไม่รวมกัน ไม่มีการสร้างความเข้มแข็ง มันก็เหลืออยูทางเลือกเดียวก็คือต้องเข้าไปสู่วงจรของเขาแต่เพียงอย่างเดียว กำหนดราคาได้เราก็ลำบาก
ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทใหญ่ก็มีคู่สัญญาของเขามีเกษตรกรอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เป็นโครงสร้างของเขาเดิม ถ้าเราไม่อยากที่จะเข้าไปอยู่ตรงนั้นเราก็ต้องมาทำให้ของตัวเองแข็งแรง มาทำมาค้าขายอิสระ วันนี้เราทำกันอยู่แล้ว แต่มันไม่มีแรงขับเคลื่อน ไม่มีทุนไม่มีใครมาซื้อ คืออยู่นอกวงจรของเขา เราก็ต้องมาสร้างวงจรขึ้นมาใหม่