
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
วันที่ 28 ก.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า "วันนี้ผมอยากพูดถึงเรื่องที่มีความสำคัญกับพวกเราทุกคน และที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ก็คือ “เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง” และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
ผมอยากเรียนให้ทราบว่า จากข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมค่อยๆ ดีขึ้น อย่างต่อเนื่อง การใช้จ่ายของภาคเอกชนทยอยปรับดีขึ้น ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจก็ค่อยๆ ดีชัดเจนมากขึ้น
ล่าสุด การค้าขายระหว่างประเทศของไทยปรับดีขึ้นเทียบกับในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งการส่งออก ที่เริ่มเห็นว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถือเป็นการเติบโตจากปีก่อนถึงร้อยละ 7.91
ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็สูงขึ้นมากด้วยเช่นกัน เทียบกับปีก่อน เติบโตได้เกือบถึงร้อยละ 10 ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริโภคสินค้าและบริการในประเทศ หรือการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นนะครั
อย่างไรก็ตาม หากเราไปถามพี่น้องประชาชน ก็จะทราบว่ากิจกรรมการจับจ่ายใช้สอยและรายได้ ยังไม่ได้ลงไปสู่ประชาชนฐานรากอย่างทั่วถึง รัฐบาลทราบดีนะครับ ที่ได้ก็คือคนที่อยู่ร่วมในกิจการส่งออก การผลิต การแปรรูป ในส่วนที่ยังทำเป็นอิสระอยู่จำนวนมากนั้น ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นตามนั้น ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่ได้ปล่อยปละละเลยนะครับ อย่างที่เขากล่าวอ้างกัน
เราได้รับทราบถึงปัญหา และได้มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกร อย่างเช่น โครงการ 9101 ที่กล่าวมา รวมถึง SMEs ที่ยังไม่สามารถจะเติบโตไปกับเศรษฐกิจในภาพรวมได้ นะครับ
ก่อนอื่น ผมอยากให้เราเข้าใจร่วมกันว่าต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจคืออะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ผมมองว่า ส่วนหนึ่งที่เศรษฐกิจยัง “ขยายตัว แต่ไม่ทั่วถึง” นี้ เราคงต้องย้อนกลับไปว่า ปัจจัยสำคัญปัจจัยแรก ก็คือเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจาก “วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์” ได้อย่างช้าๆ
เรายังเห็นว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศยังอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อสินค้าและบริการยังน้อยอยู่ การส่งออกของไทยก็เลยฟื้นตัวได้แบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่วันนี้ แม้จะดีขึ้น แต่ก็เนื่องจากอ่อนแอมาเป็นเวลานาน จึงทำให้ราคาสินค้าเกษตร รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน หรือทอง ลดลงมาในระดับต่ำต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรหลายๆ ประเภทในบ้านเรา และรายได้ของพี่น้องเกษตรกรไม่สามารถกระเตื้องขึ้นได้เท่าที่ควร นะครับ
เรื่องเศรษฐกิจโลกก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งของปัญหา ก็คือโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยนั้นเอง ที่ไม่เข้มแข็ง ที่ยังไม่ได้รับมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นพลวัตเท่าที่ควร ศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันก็ยังคงต้องเร่งพัฒนาให้ทันสมัยด้วย ให้ทันต่อสถานการณ์ด้วยนะครับ
ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลนี้ ต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน รวมทั้งให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทุกระบบ เพื่อจะสร้างความเข้มแข็ง รองรับการพัฒนาในอนาคต และแก้ปัญหาประเทศ แบบองค์รวมให้ได้ในระยะยาว เราต้องทำพร้อมๆกันนะครับ ทั้งการผลิต การแปรรูป การจำหน่าย ให้เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ได้ด้วยนะครับ
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากทั้งภายในและภายนอก โดยในช่วงที่การจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชน ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ภาครัฐก็ต้องเร่งเสริมการใช้จ่าย เพื่อให้มีเม็ดเงินลงไปสู่เศรษฐกิจ ลงไปสู่ฐานรากให้ได้มากที่สุด
ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการเร่งเดินหน้าเพื่อใช้จ่ายงบประมาณให้ทันตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งด้านรายจ่ายประจำ และรายจ่ายเพื่อการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การใช้จ่ายเหล่านี้ ถือเป็นภาระและเป็นหน้าที่สำคัญของภาครัฐด้วย
อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายด้านต่างๆ ของภาครัฐนั้น มีการวางแผนไปข้างหน้า มีการดูรายรับ เทียบกับรายจ่าย และความต้องการของเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ถ้าเศรษฐกิจดี รัฐก็ไม่ต้องลงไปใช้จ่ายมาก ให้เอกชนเป็นผู้นำและก็ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ แต่ในวันที่เศรษฐกิจอ่อนแรง เอกชนยังไม่มั่นใจ ซึ่งการเมืองก็มีส่วนตรงนี้ด้วยนะครับ อาจจะมีการบิดเบือนบ้างอะไรบ้างนะครับ ให้ร้ายการทำงานของรัฐบาล ทุกอย่างมันช้าไป นะครับ
รัฐบาลก็จำเป็นต้องมีหน้าที่เข้าไปเสริมและเมื่อมองภาพภาระของภาครัฐในช่วงนี้ไปจนถึงระยะข้างหน้า อีกหลายปีนะครับ พบว่าหนี้สาธารณะของประเทศก็ยังไม่เกินร้อยละ 60 ที่เป็นเกณฑ์สากล ผมยืนยันว่า เราให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนะครับ และกำชับให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความระมัดระวัง อย่างที่สุดนะครับ
ผมขอยกตัวอย่างโครงการที่รัฐบาลได้เร่งดำเนินการ ทั้งเพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อการสนับสนุนรายได้ในระยะสั้น และการเร่งดำเนินการเพื่อวางรากฐาน ปรับฐานการผลิต สร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวให้กับประเทศ
ซึ่งได้แก่ มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำแบบครบวงจร ซึ่งผมได้เรียนให้ทราบแล้วข้างต้น โดยเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ตั้งแต่การวางแผน การผลิตและการตลาด เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรแปลงใหญ่ และความร่วมมือในโครงการประชารัฐต่างๆ
นอกจากนี้ เรายังเห็นการเร่งรัดโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านการคมนาคม ซึ่งล่าสุด คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติการดำเนินงานของรถไฟสายสีม่วง ส่วนใต้ เพื่อเชื่อมต่อกับสายสีม่วงเดิม
หรือการเร่งรัดการวางรากฐานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ทั้งในเรื่องการสนับสนุนการศึกษา และปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อดึงการลงทุนที่จะสร้างอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย นะครับ
การดำเนินงานในด้านมาตรการของภาครัฐนี้ ผมได้สั่งการให้ทุกกระทรวง ไม่ใช่เพียงกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ฯ แต่ยังมีงานด้านอื่นๆ ของทุกกระทรวง ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในลักษณะการบูรณาการ สร้างความเชื่อมโยง สร้างห่วงโซ่ทุกกิจกรรมให้ถึงประชาชนและท้องถิ่นให้ได้ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนและประเทศในภาพรวม
ซึ่งจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจนสำหรับโครงการต่างๆที่ให้ไว้ จะต้องดำเนินการให้ได้โดยเร็ว มีการปฏิบัติงานลงไปสู่ภาค - จังหวัด - พื้นที่ - ชุมชน โดยกระทรวงต่างๆ ต้องทั้งทำงานในส่วนงานฟังก์ชั่น และงานบูรณาการกับกระทรวงหรือหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ให้เกิดผลที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม ซึ่งผมจะประเมินการทำงานของทุกกระทรวงต่างๆ อย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ
ในส่วนของภาคเอกชน รัฐได้เข้าไปช่วยสนับสนุนหรือยกระดับ กระตุ้นในเรื่องของการลงทุนให้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยในห้วงครึ่งแรกของปีนี้ มกราคม ถึง มิถุนายน 2560 มีโครงการลงทุนจากเอกชน ที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จำนวน 612 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 290,000 ล้านบาท
ซึ่งร้อยละ 46 ของโครงการที่ขอจะลงทุน อยู่ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน โดยเฉพาะกิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” และหากแยกมิติพื้นที่ พบว่าร้อยละ 25 ของโครงการที่ขอ ก็จะอยู่ในพื้นที่ EEC ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา
ในห้วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ BOI ซึ่งผมเป็นประธาน ก็ได้อนุมัติโครงการลงทุนไปแล้วกว่า 590 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 340,000 ล้านบาท ในกิจการดิจิทัล เกษตรแปรรูป ผลิตพลังงานไฟฟ้า กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือบรรทุกสินค้า เป็นต้น
ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเพิ่มการจ้างงานให้คนไทยกว่า 33,000 ตำแหน่งงาน และล้วนเป็นโครงการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในโครงการที่ได้อนุมัติไปแล้วในครึ่งแรกของปี 2560 นั้น จะส่งผลให้มีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น
โดยคาดว่าจะมีการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นอีก 21,600 ตันต่อปี และใช้ยางพาราเพิ่มอีกกว่า 900,000 ตันต่อปีด้วยนะครับ ผมขอเรียกร้องให้ภาคเอกชนร่วมกันลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ยิ่งท่านลงทุนเร็วเท่าไหร่ เงินก็จะหมุนเวียนในระบบเร็วขึ้น พี่น้องประชาชนคนไทยและภาคเอกชนรายเล็กๆ ก็จะได้รับอานิสงค์จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วยนะครับ รัฐบาลมีหน้าที่สร้างบรรยากาศการลงทุนให้ดี ผมก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดนะครับ "