
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
นายกฯชี้ อาเซียนและอินเดียยังคงเดินหน้าขยายความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วน
-3 ส.ค. 30- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในงาน ASEAN - India Expo and Forum 2017 ว่า อาเซียนและอินเดียยังคงเดินหน้าขยายความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนการเจรจาที่สำคัญ โดยอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ประกาศเริ่มการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เมื่อปี 2013 ซึ่งจะเป็นการยกระดับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของภูมิภาค ครอบคลุมการเปิดเสรี ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน และเสริมสร้างกฎกติกาทางการค้าให้ทันกับเศรษฐกิจโลกในยุคใหม่ ซึ่งปัจจุบัน สมาชิก RCEP ได้ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ยังจำเป็นที่จะต้องอาศัยแรงผลักดันและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่สำคัญเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเจรจาดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียกำลังให้ความสำคัญกับนโยบาย Act East Policy ที่มุ่งหวังสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าที่แข็งแกร่งกับประเทศในภูมิภาคเอเชียทางด้านตะวันออก ซึ่งอาเซียนคือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยเริ่มจากประเทศกลุ่ม CLMV จนกระทั่งเชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มเอเชียและแปซิฟิคต่อไป
นอกจากนี้ การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ ระหว่างอินเดียและอาเซียนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้า การบริการและการลงทุน รวมทั้งช่วยลดต้นทุน ด้านโลจิสติกส์ และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ อาทิ การพัฒนาพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เพื่อเป็นประตูเชื่อมโยงสู่อาเซียนผ่านโครงการ Trilateral Highway Project ที่อินเดียสนับสนุนการสร้างทางหลวงเชื่อม 3 ฝ่าย อินเดีย - เมียนมา - ไทย และเชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ลาว และเวียดนาม รวมถึงพัฒนา Mekong - India Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางลัดเชื่อมโยงภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับอินเดียฝั่งตะวันออก โดยจะเชื่อมเส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำ ผ่านทางโฮจิมินห์ – พนมเปญ – กรุงเทพฯ – ทวาย - เจนไน เข้าด้วยกัน ตลอดจนสนับสนุนการเปิดน่านฟ้าเสรีกับอาเซียนด้วย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจะนำศักยภาพของอาเซียนและอินเดียออกมา จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญร่วมกัน 5 ด้าน ดังนี้
1. การพัฒนาภาครัฐดิจิทัล โดยเน้นบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับการบริหารราชการ การให้บริการประชาชน การเพิ่มประสิทธิภาพ และความโปร่งใส โดยอาศัยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลในการปรับปรุงระบบการทำงาน การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง
2. การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย เป็นภูมิภาคแห่งอนาคต โดยเร่งการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมระบบนิเวศ ด้านนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจขนาดใหญ่นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในยุคใหม่ได้
3. การพัฒนาภาคเกษตร โดยส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใน ภาคเกษตร และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เหมาะสม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่า การสร้าง Smart Farmers การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจเพื่อสังคม การสร้างความเชื่อมโยงเข้ากับตลาดและอุตสาหกรรมที่จะนำไปต่อยอด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคการเกษตรตลอดจนการขนส่งเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงดังกล่าวอย่างแท้จริง
4. การพัฒนา MSMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่และเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค โดยเน้นอำนวยความสะดวก และส่งเสริมความสามารถในการประกอบธุรกิจทั้งตลาดในประเทศและระหว่างประเทศ พัฒนาให้สามารถก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เน้นการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงส่งเสริมให้ สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาคและของโลก
5. การพัฒนาและยกระดับคุณภาพกำลังคน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพื่อรองรับกับโอกาสและความท้าทายในโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง มีทักษะความรู้ความสามารถและพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของอาเซียนและอินเดียจะช่วยเตรียมพร้อมในการสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกันไปสู่ความเปลี่ยนแปลงและความเจริญเติบโตโดยผ่านกลไกความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ทั้งในระดับภาครัฐและภาคเอกชน และเห็นว่าทุกท่านที่เข้าร่วมงานเป็นกลไกความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างอาเซียนและอินเดีย และจะเป็นกำลังสำคัญในการทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสานและไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้ศักยภาพที่มีของอาเซียนและอินเดียอย่างเต็มกำลังเพื่อร่วมกันพัฒนาความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป