อดีตประธาน นปช. ชี้อยากให้ผู้ใหญ่ฟังคนรุ่นใหม่พูดในการชุมนุม 19 ก.ย.

อดีตประธาน นปช. ชี้อยากให้ผู้ใหญ่ฟังคนรุ่นใหม่พูดในการชุมนุม 19 ก.ย.

นางธิดา ถาวรเศรษฐ ชี้อดึต นปช. ทุกคนยังไม่เปลี่ยนจุดยืน แนะ 19 ก.ย. นี้ผู้ใหญ่ควรรับฟัง

วันนี้ ทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงบ่ายวันนี้ ที่จะมีการปล่อยตัว นพ.เหวง โตจิราการ ,นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ และ นางพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ภายหลังได้รับการอภัยโทษ อีกทั้งทั้ง 3 รายยังเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และมีอาการป่วยต้องรักษาสุขภาพ นอกจากนี้ยังถือเป็นเรื่องดีเพราะเป็นการลดความแออัดภายในเรือนจำลงไป

ทั้งนี้นางธิดา กล่าวอีกว่า ส่วนการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหลังจากนี้คงเป็นในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เพราะบทบาทแกนนำไม่อยู่ที่ นปช. แล้ว แต่ในฐานะอดีต นปช. จะไม่เปลี่ยนจุดยืน สำหรับการชุมนุม ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าระบบการเมืองการปกครองหลังรัฐประหารครั้งล่าสุดไม่เป็นปกติ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ จึงเป็นแรงกดต่อสังคมทำให้เกิดการต่อต้านจากประชาชน เพื่อต้องการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อยากเปลี่ยนอนาคตของตัวเอง จึงออกมารวมตัวกันอย่างที่เกิดขึ้น

 

 

นางธิดา กล่าวว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วมาก ซึ่งผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องปรับตัว พร้อมรับฟังหรือพูดจาด้วยเหตุผล เพราะเด็กนักศึกษารุ่นใหม่ศึกษาอ่านประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ กรณีการชุมนุมที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไม่มีแกนนำชัดเจนนั้นและอาจควบคุมไม่ได้ มองว่าเป็นเรื่องดีที่ชูเนื้อหาเป็นสาระในการนำซึ่งมีหลัก 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1.ยุบสภา 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3.หยุดคุกคามประชาชน มองว่าทั้งสามเป็นเอกภาพทั้งหมด ตามความเข้าใจของอาจารย์เมื่อเป็นเอกภาพทั้งประเทศ หมายความว่าไม่ว่าคุณจะจับแกนนำหรือจะทำอย่างไร คนอื่นๆ ก็จะนำด้วยเนื้อหาอันนี้เช่นเดียวกัน เป็นข้อดีมากกว่าข้อเสีย และไม่ยึดติดกับตัวบุคคลด้วย โดยมีสื่อโซเชียลเป็นหลักในการนัดหมาย ถ้าเป็นอดีตจะต้องมีแกนนำ แล้วแกนนำจะเป็นคนสั่งการได้ จึงอาจเป็นปัญหาได้หากต่างคนต่างพูด

นางธิดา กล่าวอีกว่า เยาวชนออกมาในการต่อสู้จึงเป็นเรื่องยากในการใช้อำนาจรัฐกับเยาวชน ซึ่งเขาไม่ได้มีผลประโยชน์ชัดเจน เขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไหน หลายคนอาจจะนินทาว่าอยู่พรรคนี้หรือไม่ ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานชัดเจน บอกตรงๆ ว่าเด็กพวกนี้เขาก็เปลี่ยนได้ เขาไม่ได้ยึดใครเป็นสาธารณะถ้าหากว่าทำไม่ดี อาจารย์มองว่าเขาอ่านหนังสือ เวลาที่เด็กเขาพูดฟังดูแล้วโอเค ถ้าสำหรับประเทศเรา มองภาพรวมน่ายินดีที่ว่าเยาวชนมีความเป็นตัวของตัวเอง แล้วเขาจะต้องเรียนรู้ เขาจะต้องอยู่กับประเทศนี้ไปอีกหลายสิบปี ฉะนั้นเขามีสิทธิที่เขาจะมีส่วนสำคัญ เมื่อเขามองว่าคนรุ่นก่อนทำไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะตอนนี้การศึกษาของประเทศของเรามันแย่ ในขณะที่กระทรวงศึกษา หลักสูตร หรือครูยังเป็นจารีตยังไม่ปรับตัวให้ทันโลก ลูกศิษย์ก็จะเป็นแบบนี้ได้ จึงอยากให้ผู้ใหญ่ไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน คุณลองฟังที่เขาพูด อะไรที่ไม่ชอบก็วิจารณ์เขาได้ อาจารย์เชื่อว่าเขาฟังแม้ว่าจะมีความคิดแตกต่าง ถ้าเขาไม่ฟังเหตุผลมันก็พิสูจน์ว่าเขายังไม่พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า

 

related