
เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ชุมนุมที่ก่อนหน้านี้นัดหมายกันว่าจะเริ่มกันวันที่ 14 ต.ค. วันทางสัญลักษณ์การเมืองไทย แต่เอาเข้าจริงสถานการณ์เริ่มก่อตัวกันตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.เรื่อยยาวมาจนเข้าวันที่ 14 ต.ค. ท่ามกลางการประกาศเดินหน้าชนของคน(ไทย)สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งจัดทัพเตรียมเดินทางมาแสดงจุดยืน ซึ่งหักล้างกับอีกฝ่ายที่มุ่งหน้าหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง การเผชิญหน้าจึงเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตลอดทั้งวัน ของวันที่ 14 ต.ค. 2563 การกระทบกระทั่งกันของคนสองฝ่าย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องประปราย วางหมัด วางมวยกันเป็นระยะ และในยุคที่โลกของการสื่อสารเป็นไปด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าเช่นปัจจุบัน ภาพที่ปรากฎผ่านสื่อออนไลน์ แทบจะถูกเผยแพร่ไปในทันที่ที่หมัดกระทบร่างฝ่ายตรงข้าม หลายสิบคลิปถูกเผยแพร่ บทแรกแห่งความแตกแยกในสังคมไทย เริ่มปรากฎชัดเจน
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น ภาพที่คนไทยไม่อยากเห็น ไม่คิดว่าจะได้เห็น ไม่ควรจะได้เห็น ก็ปรากฎขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ การกระทำการมิบังควรต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของปวงชนชาวไทยได้เกิดขึ้น และเช่นเดิมที่ภาพเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และไร้ขีดจำกัด เมื่อเรื่องราวเดินทางมาถึงจุดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การควบคุมผู้ชุมนุมของแกนนำฝ่ายที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถระงับยับยั้งการกระทำของมวลชนกลุ่มหนึ่งได้จริงๆ เมื่อคุมไม่ได้ สถานการณ์จึงเริ่มตึงเครียด บีบคั้นด้วยแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากภาพที่ปรากฎ ส่งผลให้เกิดการจัดทัพของ หมอเหรียญทอง เพื่อพุ่งเป้าตอบโต้ ขึ้นมาทันที
หากมองจากภายนอก จะเห็นว่าสถานการณ์เริ่มมีความสุ่มเสี่ยงเข้าไปทุกที สุ่มเสี่ยงต่อการยั่วยุ ท้าทายความรู้สึกคนอีกกลุ่มหนึ่งอย่างสุดลิ่ม ก็เป็นไปได้ที่แกนนำกลุ่มเยาวชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง อาจจับสัญญาณตรงนี้ได้ ช่วงเย็นจึงเปลี่ยนเข็มพุ่งเป้ามาที่ทำเนียบรัฐบาลแทน เพราะเรื่องที่เกิดช่วงบ่ายกระทบความรู้สึกในใจคนไทยจำนวนมาก และความผิดที่เกิด ความไม่เหมาะสมที่เกิด น้ำหนักดูจะมากเกินการแบกรับได้ไหว แม้จะมีความพยายามให้เหตุผลในการเบี่ยงเบนประเด็นไปในทิศทางอื่นแล้วก็ตาม
หลังพระอาทิตย์ตกดิน กลุ่มเยาวชนฯ นำมวลชนจำนวนหนึ่งรุกคืบเข้าประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาลได้ดังตั้งใจ พร้อมประกาศขอปักหลักค้างคืนเพื่อเดินหน้าขับไล่นายกรัฐมนตรีตามเป้าหมาย เวลาล่วงเลยไปจนดึก ผ่านการเจรจาของเจ้าหน้าที่ไปก็หลายรอบ ยื่นคำขาดขอให้ยุติการชุมนุมในเวลา 22.00 น. แต่ก็ไม่เป็นผล ขณะที่ตลอดช่วงเย็นที่ผ่านมา มีข่าวแว่วเข้าหูมาว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง ถกกันเครียด แต่ขณะนั้นยังไม่ทราบว่าผลการประชุมจะออกมาในทิศทางไหน ข่าวลือจึงปรากฎหลายกระแสมาก
บ้างก็ว่า จะมีการสลายการชุมนุมในกลางดึก บ้างก็ว่า นายกฯอาจจะลาออก บ้างก็ว่ามีแววรัฐบาลจะยุบสภา ไปไกลกว่านั้นคือ ข่าวลือเรื่องการปฏิวัติ รัฐประหาร ก็เริ่มถูกปล่อยออกมา กระทั่งใกล้เที่ยงคืน ตำรวจจึงออกแถลงข่าว แนวทางการจัดการกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอ้างอิงจากผลการประชุมของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นผิดต่อกฎหมายและมีการกระทำที่มิบังควรเกิดขึ้น ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไฟเขียวปรากฎ...
แล้วเรื่องก็มาจบที่ช่วงเช้า เหล่าแกนนำถูกจับกุมตัว ผู้ชุมนุมแยกย้ายสลายตัว เจ้าหน้าที่เข้าคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จภายในเวลาไม่นานเท่าไหร่ แกนนำบางคนมอบตัว บางคนถูกคุมตัวระหว่างเดินทางออกจากที่ชุมนุม ส่วนรายสุดท้าย “รุ้ง” มาโดนตามรวบถึงที่พักเอาช่วงสายถัดมา ให้หลังการออกแถลงการของกลุ่มเพื่อนัดชุมนุมเย็นนี้ที่แยกราชประสงค์อีกครั้งไม่นาน สรุปว่า บรรดาหัวๆ โดนกันเรียบ ต่างคนก็ต่างข้อกล่าวหากันออกไป น่าหวั่นใจก็คำกล่าว นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับผู้ที่ขัดขวางขบวนเสด็จพระราชดำเนิน และผู้ที่กระทำอื่นใดในลักษณะที่เป็นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดโดยไม่ละเว้น
โดยถือว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ เป็นการชุมนุมโดยไม่สงบ เป็นบ่อนทำลายการบริหารราชการแผ่นดิน และความสงบสุขของประชาชน
ซึ่งหากว่ากันตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว มาตรา ๑๑๐ ระบุไว้ว่า ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี
ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
ถ้าการกระทำนั้นมัลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้ใดกระทำการอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินี หรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี....
ที่เล่ามานี่ ก็เพียงจะบอกว่าบ้านเมืองมีกฎหมายบังคับใช้อยู่ ใครกระทำการใดๆ ที่อาจถูกตีความเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมาย ก็เหมือนชีวิตจะเริ่มมีปัญหา แม้ว่าในวันนี้มุมมองต่อกฎหมายบ้านเมือง ยังตกอยู่ท่ามกลางความเห็นต่างในบางเรื่อง แต่การแสดงออกบางอย่างก็ล้ำเส้น และกระทบใจหลายคนมากเกินไป
ว่าไปแล้วก็เหมือน งูหลายหัว หัวไหนถูกตัดไป เดี๋ยวก็มีหัวใหม่คอยจะงอกขึ้นมาทดแทน พูดยังไม่ทันขาดคำการนัดชุมนุมเย็นวันที่ 15 ต.ค. ที่ราชประสงค์ ที่แรกนั้นเหมือนจะยังมีแกนนำหลงเหลือ จน”รุ้ง”โดนรวบไปรายล่าสุด ก็มีหัวใหม่งอกออกมาประกาศตน รับไม้ต่อในเส้นทางแห่งการเรียกร้องในแทบจะทันที
คงต้องเฝ้าดูปรากฎการในช่วงเย็นวันนี้(15 ต.ค.63)อีกครั้งที่แยกราชประสงค์ หลังบ้านเมืองเกิดเหตุการณ์ต่างๆนานามาในช่วงสองวันที่ผ่านมา และท่ามกลางการประกาศ พรก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร อารมณ์ผู้คน จะไปในทิศทางไหน ความอยากเปลี่ยนแปลงที่ว่ากระแสแรงๆนั้น ของจริงมีตัวตนอยู่แค่ไหน ที่ไม่ใช่บนโลกออนไลน์ คงได้เห็นกันในเย็นนี้
ส่วนซีกการเมือง แม้กลุ่มที่พยายามขย่มเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกรวบตัวไปดำเนินคดีต่างๆนาๆจนแทบหมดสิ้น ก็คงต้องดูความคืบหน้าในกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันต่อ หลายฝ่ายอาจจับจ้องว่ารัฐจะมีความจริงใจแค่ไหนในการดำเนินการ หรือจะปล่อยให้สถานการณ์อื่นมาบดบังจนบางเรื่องจางหายไปเอง
แต่เอาเถอะ มาถึงวันนี้แล้วเชื่อว่าหากประเทศไทย ยังแก้ไขเรื่องความเห็นต่างของมวลชนโดยสันติวิธีไม่ได้ การทำรัฐประหารก็แค่ยาบรรเทาอาการ ที่ไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งของคนในชาติได้จริงๆ 7ปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วจริงๆ...