ปารีณา วอนหยุดใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือเพราะอาจจบด้วยการไม่มีแผ่นดินอยู่

26 ต.ค. 2563 เวลา 14:32 น.

"เอ๋ ปารีณา" วอน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังม็อบ หยุดใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือ เพราะเวลาใกล้จะหมดแล้ว และอาจต้องจบด้วยการ "ไม่มีแผ่นดินอยู่"

วันนี้ (26 ต.ค.63) นางสาว ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

 

ขออนุญาติ อภิปรายทั่วไปตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ

ตามที่มีผู้อภิปราย และตามที่มีข้อเสนอของม็อบเยาวชนในทางออกของประเทศคือ ให้นายกลาออก ยุบสภา และปฏิรูปสถาบันนั้น เชื่อว่า ทุกท่านทราบดีว่า เป็นทางออกหรือเป็นความต้องการของคนส่วนน้อยเท่านั้น

วันนี้ เกิดกระแสที่เป็นความแตกแยกของคนกลุ่มคนส่วนน้อยดังกล่าวขออนุญาตเรียกสั้นๆว่า ม็อบเยาชนนะคะ มาบังอาจทำการมิบังควร และทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ทางออกของม็อบเยาชนนั้น ทุกคนทราบดีว่า เป็นไปไม่ได้ ทุกคนทราบว่า จะไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา ไม่มีการปฏิรูปสถาบัน

วันนี้จึงต้องขอบพระคุณ คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอให้มีการเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติ เพื่อเสนอทางออกให้กับประเทศ ในรูปแบบที่พอเป็นไปได้

จุดเริ่มต้น ของความแตกแยกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากเยาวชน ไม่ได้เกิดจาก พลเอกประยุทธ หรือสถาบันใดๆ จุดเริ่มต้น ขอความแตกแยก เกิดจากการใช้ social media ดิฉันเป็นบุคคลหนึ่ง ที่ใช้ social media เยอะมาก จึงต้องยอมรับว่า โซเชียลมีเดีย ถือเป็นสื่อที่ทรงพลังที่สุด เบอร์ 1ในสังคมยุคปัจจุบัน และ ผู้อยู่เบื้องหลังความแตกแยก ได้ใช้ประโยชน์ของโซเชียลมีเดียในการปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก

application ที่ประชาชนนิยมใช้จะมี facebook twitter line มีการแชร์ภาพและข้อมูลอันเป็นเท็จ ท่านประธานคงเคยเห็นภาพดังกล่าวบ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น มีการสร้างข่าวปลอม ว่าจะมีรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งขอนุญาติเอ่ยนาม ผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสุทิน คลังแสงก็พูดสัมภาษณ์หลายครั้งว่าไม่จริง พลเอกประยุทธก็ให้สัมภาษณ์ช่นเดียวกันว่าไม่จริง แต่ปรากฏว่า ทุกวันนี้ ยังมีแกนนำม๊อบเยาวชนพูดถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติอยู่ ดังนั้น เยาชนควรติดตามข่าวสารที่แท้จริง

เช่นเดียวกัน มีการใส่ร้ายสถาบัน ซึ่งตอนนี้กระทรวง de ได้กำลังจัดการกับเว็บที่ใส่ร้ายสถาบันไม่ต่ำกว่า 300,000 เว็บไซด์ และดำเนินคดี ศาลฏีกาตัดสินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 คดี

แต่ทั้งนี้ การควบคุม และจัดการ กับปัญหา fakenews หรือการสร้างข่าวปลอม ทำได้ยากมาก เนื่องจาก พวก applicationต่างๆเป็นของบริษัทต่างชาติ

และในเมื่อเราไม่สามารถควบคุมโลกโซเชียลได้ ทางออกทางเดียวคือการใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวสาร และไม่ไปสังฆกรรมกับช่องทางออนไลน์ทุกช่องทางที่กำลังบิดเบือนสร้างความแตกแยกให้กับบ้านเมือง ไม่สนใจกระแสแฟชั่นที่ โซเชียล มีเดียกำลังสร้างในโลกโซเชียลที่ต่างกับโลกความเป็นจริง

 

 

อีกประเด็นข้อเสนอนอกจากจากการใช้วิจารณญาณแล้ว ดิฉันยังจะเสนอให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังมากกว่านี้

วันนี้ มีสมาชิกม็อบเยาชนปลดแอก ได้ออกมาแฉแล้วว่ามีต่างชาติให้การสนับสนุน ทุน

อนาคตของประเทศไทย จะต้องไม่เป็นฐานทัพของประเทศใดๆเพื่อไปสู้กับจีน แล้ว.ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ เป็นที่ต้องการของการต่างชาติ

หากผู้ใดให้การสนับสนุนต่างชาติ และร่วมสร้างความแตกแยก ถือว่าขายชาติ เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดี นอกจาก การแตกแยกนี้ การชุมนุมของม็อบเยาวชน ยังมีความรุนแรง ก้าวร้าว จาบจ้วงอย่างชัดเจน

หลังจากที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง หยุดใช้กฏหมายจับกุม และปิดปากประชาชนที่เห็นต่าง เพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งการพูดแบบนี้ทั้งหมด เป็นการพูดครึ่งเดียว

เพราะการประกาศสถานการ์ฉุกเฉิน ประกาศหลังจากวันที่ 14 ตุลาคม เมื่อสถาบันต่างหาก ที่ถูกคุกคามเสรีภาพ ถูดกีดขวางเส้นทางเสด็จ อย่างชัดเจน ไม่ใช่ขบวนเสด็จ มุ่งเสด็จเข้าไปในม็อบเอง และขณะที่ขบวนเสด็จถูกคุกคามเสรีภาพ เยาวชนยังดูหมิ่นสถาบันซึ่งหน้าพูดจาก้าวร้าว หยาบคาย

จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องควบคุมเยาวชน และเยาชนทีนี้่หมายถึง นักเรียนมัธยม นักศึกษา ที่กำลังละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น เยาชนควรตระหนักว่า ต่อให้ไม่ใช่ขบวนเสด็จ เยาวชนก็ไม่มีสิทธิ์ ไปขวางรถ หรือตะโกนต่อว่าด่าทอใครๆ ไม่มีสิทธิ์เอาอาวุธ หมายถึงร่ม ครีมเหล็ก ไปตีเจ้าหน้าที่ ไม่มีสิทธิ์ทำลายทรัพย์สินของรัฐ หรือผู้อื่น ไม่มีสิทธิ์ปิดถนน คนกลับบ้านไม่ได้ สร้างความเดือดร้อน น่ารำคาญ ผิดกฏหมาย

การกระทำผิดกฏหมาย ผนวกกับการกระทำเหยียบย้ำหัวใจคนทั่วประเทศครั้งนี้ นำไปสู่ความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เด็กๆไม่ต้องชุมนุมแล้ว มากเกินไปแล้ว

ดังนั้นไม่ใช่รัฐบาลคุกคามประชาชน แต่เป็นประชาชนส่วนหนึ่งกำลังคุมคามสถาบัน ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความสงบเรียบร้อย จึงขอเสนอว่า การชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ควรอยู่ในกรอบกฏหมาย เพราะนักประชาธิปไตย ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น

จึงขอเสนอให้รัฐบาล จัดระเบียบ จัดสถานที่ให้เยาวชนได้มาแสดงออกโดยไม่ให้ผู้อื่นได้ความเดือดร้อน เยาวชนควรชุมนุมกันอย่างสงบและสันติ เคารพกฏหมาย หันมาพูดคุยกับรัฐบาล สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

สุดท้าย ประเด็นการเสนอการปฏิรูปสถาบัน เราได้ยินหลายครั้งจากผู้อภิปราย และม็อบเยาวชนว่า ปฏิรูปไม่ได้แปลว่าล้มล้าง ปฏิรูปแปล่ว่า ทำให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจของคนกลุ่มน้อยที่หลงเชื่อโซเชียลมีเดีย ว่าสถาบันมีปัญหา และต้องปฏิรูปสถาบัน

ในข้อเท็จจริง เราไม่จำเป็นต้องปฏิรูปสถาบัน และเราปฏิรูปสถาบันไม่ได้อยู่แล้ว ประเทศไทยปกครองโดยระบบประชาธิปไตย โดยมี..พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เรื่องนี้คือเป็นเพียงพฤติกรรมของเยาชนส่วนน้อย เท่านั้นเอง เป็นข้อเสนอที่บังอาจไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์

จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุน อยู่เบื้องหลังม๊อบเยาวชนที่เป็นผ้าขาว ให้หยุดใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือ หยุดส่งเสริม และหยุดการกระทำทุกอย่างที่มิบังควร เพราะเวลาใกล้จะหมดแล้ว และอาจต้องจบด้วย ไม่มีแผ่นดินอยู่