
ฟิล์ม รัฐภูมิ เปิดใจชีวิตใหม่หลังผ่านมรสุมรุมเร้า บอกมองเห็นสัจธรรมชีวิตมีขึ้นย่อมมีลง โอดเสียดายทิ้งโอกาสเล่นหนังฮอลลีวูด!
"ฟิล์ม รัฐภูมิ" พระเอกดังถูกยกให้เป็นแมวเก้าชีวิตของวงการบันเทิงเพราะชีวิตเจอมรสุมรุมเร้า จนเข้าใจสัจธรรมชีวิต มีขึ้นย่อมมีลง ล่าสุดได้มาอัปเดตชีวิตใหม่หลังผ่านมรสุมรุมเร้ามามามากมาย ในรายการ ต้มยำอมรินทร์ โดยเจ้าตัวเผยว่าตอนนี้กลับมาอยู่ไทย สานฝันตัวเองอีกครั้งในการสร้างวงดนตรี "The Circus" และได้ปล่อยเพลง "โอ้วแม่สาวน้อย"
พร้อมทั้งย้อนอดีตในช่วงมรสุมชีวิต จากเป็นตัวประกอบกลายมาได้เป็นซูเปอร์สตาร์มีรายได้นับไม่ถ้วน แต่กลับต้องเจอขาลง ไม่มีงาน 2 ปีเต็ม ลำบากถึงขั้นต้องไปเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ร้องเพลงกลางคืน ยืนขายตั๋วฟุตบอลที่ต่างประเทศ แต่เพราะความไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิต ทำให้กลับมามีวันนี้ได้ พร้อมทั้งโอดเสียดายทิ้งโอกาสแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดไป เพราะรายได้ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในตอนนั้นได้
ห่างหายจากวงการเพลงไปนานมาก 5 ปี เพราะวเจออะไรมาเยอะในช่วงชีวิตที่ผ่านมา?
ฟิล์ม : "จริงๆ อาจจะเกี่ยวเพราะโตตามวัยด้วย ประสบการณ์ต่างๆ หนาแน่นขึ้นตามวัย"
ช่วงที่มีข่าวเยอะๆ รับมือยังไงบ้างในเหตุการณ์ครั้งนั้น?
ฟิล์ม : "สำหรับผมไม่ได้ผ่านอะไรมากและยากเลย เพราะทางคุณพ่อ คุณแม่ ครอบครัว ผู้มีพระคุณ หรือว่าเฮียฮ้อ เขาก็สอนให้เราเป็นคนธรรมดาอยู่แล้ว ไม่เคยหลงระเริงอะไรเลย แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเราไม่มีงานทำเลย กลับมาเป็นคนปกติ ไม่มีงานทำสองปี คิดถึงแฟนๆ เท่านั้นเอง เพราะเคยเจอทุกวัน ร้องเพลงทุกวัน เช้าละคร เย็นคอนเสิร์ต เป็นแบบนี้เกือบ 10 ปี"
"แต่พอมาเป็นแบบนี้ เราคิดถึงเขามากกว่า แต่มันก็ทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทำให้เราค้นพบอะไรบางอย่างว่าเราทำแบบนี้ก็ได้ ช่วงที่ผมหายไปตอนนั้นก็ไปอยู่ต่างประเทศส่วนใหญ่ ด้วยความที่ผมไปบวชมาแล้ว ไม่มีผม แล้วถูกพักงานด้วย จะไปแอบรับงานก็ไม่ดี เฮียฮ้อเลยบอกว่า ฟิล์ม ไปต่างประเทศไหม ไปเรียนไหม เราก็โอเค"
"เพราะเป็นอีกหนึ่งความฝันของเราด้วย เราอยากไปอยู่ต่างประเทศอยู่แล้ว เลยได้ไปอยู่ พอไปอยู่แล้ว ก็คำนวณว่าเราจะอยู่กันยังไง เพราะสองปีผมเอาแม่ไปด้วย ปกติที่ผ่านมาผมจะเป็นเสาหลักของครอบครัว แล้วสองปีไม่มีเงินที่เราหามาได้ เราต้องใช้เงินเก่า บวกกับเราต้องไปอยู่ เราเลยต้องจัดการเรื่องเงินให้ดี
"ตอนนั้นก็ไปสมัครเป็นคนล้างจานในร้านอาหารไทย หกเดือนแรกผมล้างจานอย่างเดียวเพราะว่ายังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง จำเมนูไม่ได้ แต่พอเราได้ใช้เวลาเรียนรู้ เราก็ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นพนักงานบริการ ตอนนั้นคนที่เห็นเราก็เริ่มตกใจ ร้านก็ขายดีมากขึ้น แฟนๆ คิดถึงเรา มาหาเรา แล้วก็ถ่ายรูป ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ามันเป็นแบบนี้ เงินมันหายากมากเลยนะ"
"เมื่อก่อนตอนเป็นศิลปิน ไปยืนไม่นาน ก็ได้เป็นแสนๆ แล้ว เราก็รู้สึกว่าต้องทำธุรกิจต่อยอด เราต้องทำนั้นทำนี่ต่อยอดนะ แล้วถ้ามันเกิดวิกฤตแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ผมจะได้ไม่ต้องไปกลัวคนข้างหลังจะลำบาก เพราะผมดันวางแผนชีวิตที่ผิดไปตอนแรก ตอนที่เราเข้าวงการใหม่ๆ ให้ครอบครัวเราหยุดงานเดี๋ยวเลี้ยงเอง"
"ทั้งชีวิตที่เราเกิดมา เราเห็นแต่น้ำตาของพวกเขา เพราะไม่มีเงิน ทำให้เรารู้สึกว่าเราเห็นพวกเขาลำบากมาทั้งชีวิตแล้ว พอเราทำงานแล้วมีเงิน เราเลยบอกให้ทุกคนหยุด ไม่ต้องทำอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเขาแก่ เขาเบื่อ เพราะไม่ได้ทำอะไร แต่พอเราเจอช่วงวิกฤตในชีวิต เราแทบประคองพวกเขาแทบไม่ไหว เมื่อผ่านตอนนั้นมาได้ ผมเลยเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ก็ให้เขาปลูกผัก หากิจกรรมทำกัน"
ตอนนั้นเรามีความรู้สึกอึดอัดกับการที่เราต้องไปล้างจานหรือเสิร์ฟอาหารบ้างไหม?
ฟิล์ม : "ไม่รู้สึกเลยครับ ตอนที่อยู่บ้าน ผมเป็นคนล้างจานอยู่แล้ว แต่ผมจะรู้สึกอึดอัดกับคนที่มาดูถูกมากกว่า บางครั้งมีผู้ชายมากับผู้หญิง แล้วผู้หญิงมากรี๊ดเรา แล้วเราเสิร์ฟ เขาก็จะพูดจากับเราไม่ดี อย่างเวลาผมไปร้องเพลงกลางคืนตอนเสาร์ อาทิตย์ เพราะตอนนั้นเราต้องหารายได้ทุกช่องทางเท่าที่ทำได้ ตอนเช้าผมเรียนหนังสือ ตอนเย็นมาเสิร์ฟ ตอนกลางคืนไปร้องเพลง ก็ร้องเพลงไทยทั่วๆ ไป"
"และบางทีผมก็ไปยืนขายตั๋วฟุตบอล เพราะร้านอาหารไทยที่ผมทำเขาอยู่ติดกับสนามฟุตบอล แล้วเขาก็ได้สปอนเซอร์ ได้บัตรฟรีมา เขาบอกว่าเขาดูจนเบื่อแล้ว ผมเลยขอบัตรเขามา แล้วเอาไปขายต่อ แล้วบางทีคนไทยเขาไม่เข้าใจไงครับว่าซุปตาร์ทำไมมายืนขายตั๋ว แต่เพราะความอยู่รอดของผม ตอนไปยืนขายก็มีคนดูถูกเรานะครับ ว่าทำไมมายืนขายแบบนี้"
พอมีคนดูถูกที่เราไปยืนขายตั๋ว เรามีความลังเลไหมที่จะเลิกขาย?
ฟิล์ม : "ไม่มีความลังเล เพราะแม่ผมมีความสามารถทำคิ้ว ทำผม เขายังนั่งรถเมล์ไปทำคิ้วให้คนไทยบ้าง ไปอยู่กับแวดวงคนไทยบ้าง แล้วผมเห็นแม่ผมซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย แต่ต้องนั่งรถเมล์ไป พอผมเห็นภาพแบบนั้น ผมเลยไม่รู้สึกเหนื่อยด้วยซ้ำในการใช้ชีวิตอยู่"
คิดไหมว่าเราจะเป็นแบบนี้ถึงเมื่อไหร่ เราจะได้กลับไปเป็น ฟิล์ม รัฐภูมิ?
ฟิล์ม : "มันมีสิ่งหนึ่งถ้าเกิดว่าย้อนกลับไปได้ ผมจะกลับไปทำ และไม่เคยเล่าที่ไหนด้วย ผมไปแคส ติดหนังใหญ่ของฮอลลีวูด เรื่อง 47 โรนิน ตอนนั้นเขาหาคนหน้าจีน ญี่ปุ่น ไปเป็น 1 ใน 47 โรนินพอดี พี่สาวผมเป็นคนเห็นประกาศ เขาบอกให้ผมไปแคส พอไปแคส เขาก็ให้เราขี่ม้า ร้องไห้ เราทำได้ทุกอย่าง จนเขารู้สึกว่าทำไมเราเก่งแบบนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร แต่ในใจเราตอนนั้นไม่ได้หรอก เพราะภาษาเราก็ไม่ได้"
"พอเรากลับถึงบ้านก็มีอีเมลมาทันทีเลยว่า โอเคนะ แคสผ่าน แล้วมาเป็นแพลนเลยว่า 4 ปีนี้ ทำอะไรบ้าง เรียนการแสดง 2 ปี ยิงธนูฟันดาบ 2 ปี ถ่ายอีก 2 ปี แต่เขาจะมาตารางมาให้ ปีแรกได้กี่บาท ปีที่สองได้กี่บาท ปีสามได้กี่บาท และปีสุดท้ายได้กี่บาท ทุกปีที่เราเรียน ฝึก เราได้เงิน 4 ปี เป็นเงินสองล้านบาท ก็ตกเดือนละ 3-4 หมื่นบาท ใช้เวลาหนึ่งวัน 5-6 ชั่วโมง แต่มันก็ไม่ใช่ 3-4 หมื่นทุกเดือนนะครับ"
"แต่มันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าผมมาวิเคราะห์แล้วก็โทรปรึกษาเฮีย ว่าเอาไงดี นี่คือฝันของผมเลยนะ ผมอยากคว้าสิ่งนี้ ปรึกษากันไปมา เลยตกลงว่าไม่รับ เพราะว่าเลี้ยงชีวิตผมไม่ได้ แล้วผมยังมีคนที่ผมยังต้องดูแลอยู่ แล้วพอผมกลับมาประเทศไทย มีงานทำ ผมมองย้อนกลับไป ผมก็อยากทำตรงนั้นอยู่ แต่โอกาสนั้นมันไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว"