
วันนี้เป็นวันแรกที่ห้างสรรพสินค้าจะปิดให้บริการเร็วขึ้นในเวลา 21.00 น. เพื่อควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ไม่ให้แพร่กระจายไปมากกว่านี้ แต่หลายคนก็บอกว่าปิดห้าง3ทุ่มอาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจดีกว่า...ฝืนแล้วเชื้อโควิด-19แพร่กระจายอาจสูญเงินและทำเศรษฐกิจพังมากกว่านี้
ค้าปลีก ค้าส่ง ปกติช่วงปลายปีถึงต้นปีจะคึกคักอย่างมากเพราะผู้คนจะจับจ่ายซื้อของขวัญให้ตัวเอง และให้กับคนที่รัก บางคนซื้ออะไรใหม่อๆ เข้าบ้าน แต่ต้นปี 2564 สถานการณ์การซื้อขายไม่ค่อยจะสู้ดีนักเพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากโควิด – 19 ทำให้เงินในกระเป๋าผู้คนหดหาย บางคนถูกลดเงินเดือน บางคนถูกจ้าง ตกงานระนาวทำให้กำลังซื้อไม่มีที่จะจับจ่าย โดยเฉพาะคนเมืองหนี้สินต่าง ๆ นานา อีรุงตุงนัง
จะว่าไปแล้วภาคค้า ปลีกค้าส่ง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจว่าการจับจ่ายคล่องหรือไม่ หากมองภาคค้าปลีก ค้าส่งในบ้านเราช่วงไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ทำท่าเหมือนจะฟื้นตัวมาแปบหนึ่ง หลังจากสถานการณ์โควิด -19 เริ่มคลี่คลาย แต่สุดท้ายก็ต้องฝันสลายเมื่อโควิด -19 กลับมาระบาดระลอกใหม่
มาถึงตอนนี้ 4 มกราคม 2564 ค้าปลีก ค้าส่งไทยได้ใช้ยาแรงเพื่อสกัดโควิด -19 ด้วยการที่สมาคม ฯ มีมติให้ทุกห้างสรรพสินค้าปิดให้บริการในเวลา 21.00 น. เรื่องนี้หากมองในแง่ของการควบคุมโควิด -19 ก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ แต่หากมองในแง่ธุรกิจแล้วก็สูญเสียโอกาสทางการค้าขายแน่นอน
ทีมข่าว “สปริงนิวส์” ได้สัมภาษณ์ นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เล่าให้ฟังว่า หลังจากมีมติห้างสรรพสินค้าทุกแห่งได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการควบคุมสถานการณ์โควิด -19 ในส่วนตัวมองว่าหากทั้งห้างสรรพสินค้า และคนที่มาใช้บริการให้ความร่วมมือดี และปฏิบัติตัวให้เป็นไปตามหลักที่ถูกต้อง อย่างเคร่งครัด ถ้าทุกคนช่วยกันเชื่อว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น เพราะส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการล็อกดาวน์เพราะจะทำให้เศรษฐกิจพังไปมากกว่านี้
แม้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงที่หายไปหากนับในแง่ของความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่ตีเป็นเม็ดเงินก็สูงพอสมควร แต่หากในแง่ของการควบคุมโรคแล้วก็ถือว่าคุ้มเพราะหากฝืนปล่อยให้ระบาดไปเรื่อย ๆ แล้วหากมีการล็อกดาวน์อีก มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะสูงกว่านี้แน่นอน !