
ขึ้นชื่อว่า โควิด- 19 ทำทุกอย่างล้มระเนระเนาดโดยเฉพาะธุรกิจน้อยใหญ่ต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า อย่างโควิดระลอกใหม่ได้ฉุดตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โคม่า เอกชนหวั่นสูญเงินกว่า9หมื่นล้านบาท หลังภาครัฐออกมาตรการห้ามขายในร้านอาหาร จึงวอนนายกฯ ยกเลิกประกาศห้ามขายออนไลน์อีกครั้งเพื่อต่อลมหายใจผู้ประกอบการ
ไม่ว่าจะเทศกาลไหน ๆ คนไทยกับการเฉลิมฉลองก็เป็นของคู่กันมาช้านาน เพราะคนไทยรักสนุกสนาน ไม่ว่าจะงานแต่งงาน งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่ว่าจะงานใด ๆ หรือวันธรรมดา วันทำงานคนไทยก็ยังชื่นชอบการสังสรรค์ดื่มแอลกอฮอล์กัน จึงต้องมีเพลงแซวว่าศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา ด้วยพฤติกรรมคนไทยที่เป็นเช่นนี้จึงทำให้ตลาดน้ำเมาบ้านเราเติบโตขึ้นทุกปี
แต่...ปี 2563 ที่ผ่านมา และปี 2564 ที่กำลังเริ่มเดือนแรกมานี้เห็นทีจะดับฝันตลาดน้ำเมาเนื่องจากโควิด -19 ที่เป็นตัวทุบให้ขาดื่มต้องหยุดชะงักการดื่ม และสังสรรค์ออกไปก่อน รวมถึงร้านที่จำหน่ายก็ถูกคำสั่งห้ามขาย เพราะศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้ออกยาแรงในการคุมโควิด -19 ทั้งในระลอกแรก และระลอกสอง โดยล่าสุด ได้ออกข้อกำหนดและข้อห้ามตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 16) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 6.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2564 โดยมีข้อห้ามการดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธุรกิจแอลกอฮอล์ซบเซาอย่างมากในตอนนี้
ทั้งนี้โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 28 จังหวัดเชื่อว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยังส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องรวมกว่า 1 ล้านคน เพราะช่วงที่เป็นโอกาสทำธุรกิจได้ดีที่สุดในหนึ่งปีของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ ธันวาคม-เมษายนของทุกปี เบื้องต้นหลังเกิดการระบาดระลอกใหม่ในเดือนธันวาคมและมกราคมสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBAประเมินว่าจะสร้างความเสียหายทำให้ธุรกิจสูญรายได้ไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท หากต่อเนื่องทั้งปีคาดว่าจะหายไปกว่า 30% หรือกว่า 9 หมื่นล้านบาทจากมูลค่าตลาดรวมที่ลดลงเหลือ 3 แสนล้านบาท
ข้อมูลจากฐานเศรษฐกิจ ระบุว่า นายธนากร คุปตจิตต์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ให้สัมภาษณ์ว่า มูลค่าตลาดที่ลดลงมาจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งสุราในประเทศ สุรานำเข้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 3.7 แสนล้านบาทในปี 2562 หายไปกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาจากการเสียภาษี ยังไม่นับรวมตัวเลขที่สูญหายไปจากการจำหน่ายผ่านภัตตาคาร ร้านอาหารและโรงแรม
โดยมองว่าการประกาศปิดสถานบันเทิง ภัตตาคาร ร้านอาหารไม่ใช่กระทบเฉพาะผู้ประกอบการเจ้าของกิจการร้านค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังส่งผลกระทบถึงพนักงานในร้าน เด็กเสิร์ฟ แม่บ้าน ในระดับรากหญ้า ซึ่งมีมากกว่า 1 ล้านคนและยังไม่นับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รับผลกระทบจากการออกประกาศเรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2563
ทั้งนี้ถือว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบทั้ง 2 ด้านห้ามขายในร้านอาหาร และยังห้ามขายในช่องทางออนไลน์ ดังนั้นจึงอยากร้องขอนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ลงนามในประกาศดังกล่าวให้ยกเลิกหรือพักการใช้ประกาศฉบับนี้ไปก่อน ซึ่งสามารถกระทำได้เพราะเคยมีการยกเลิกประกาศในลักษณะเดียวกันมาแล้วในปี 2552 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเดินหน้าในธุรกิจต่อได้ ทั้งหมดนี้คือความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ แต่ขาดื่มไม่รู้ไปปรับตัวกันยังไงธุรกิจนี้ถึงได้สูญเงินมากขนาดนี้