Spring News

"หมอธีระ" ชี้ข้อดีวัคซีน "จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน" ฉีดเข็มเดียวเอาอยู่

30 ม.ค. 2564 เวลา 8:36 น.

"หมอธีระ" เปิดข้อดีวัคซีน "จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน" ที่ฉีดเพียงเข็มเดียว หลังผลทดลองระยะ 3 พบป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการระดับปานกลาง-รุนแรงได้ 66%

 

 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า

 สถานการณ์ทั่วโลก 30 มกราคม 2564 เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 608,747 คน รวมแล้วตอนนี้ 102,524,527 คน ตายเพิ่มอีก 15,839 คน ยอดตายรวม 2,212,963 คน

อเมริกา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 174,518 คน รวม 26,462,158 คน ตายเพิ่มอีก 3,829 คน ยอดตายรวม 446,445 คน

อินเดีย ติดเพิ่ม 6,269 คน รวม 10,727,240 คน , บราซิล ติดเพิ่ม 59,826 คน รวม 9,118,513 คน , รัสเซีย ติดเพิ่ม 19,238 คน รวม 3,813,048 คน , สหราชอาณาจักร ติดเพิ่มอีก 29,079 คน รวม 3,772,813 คน อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส ตุรกี อิตาลี สเปน และเยอรมัน ส่วนใหญ่ติดกันหลายพันถึงหลายหมื่นต่อวัน 

 แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ อิสราเอล อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็ยังมีติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

เมียนมา เกาหลีใต้ และไทย ติดเพิ่มหลายร้อย ส่วนจีน ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่กัมพูชา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ สถานการณ์ในเมียนมาเมื่อวานติดเพิ่มขึ้นอีก 363 คน ตายเพิ่มอีก 12 คน ตอนนี้ยอดรวม 139,515 คน ตายไป 3,115 คน อัตราตายตอนนี้ 2.2%

หมอธีระ แจงเหตุในการเลือกวัคซีนโควิด ฝากทุกฝ่ายไม่ทะเลาะกันเรื่องนี้

 

 หากเปรียบเทียบกับช่วงกลางปี 2020 จะพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนการติดเชื้อเฉลี่ยต่อวันมากกว่าเดิมราว 3 เท่า และมีจำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติเฉลี่ยต่อวันมากกว่าเดิม 2 เท่า โดยมีจำนวนการตายเฉลี่ยต่อวันมากกว่าเดิม 3 เท่า 
ทั้งจำนวนการติดเชื้อ จำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติ และจำนวนการตายในแต่ละวันล้วนเพิ่มขึ้นมาก โดยพบว่าขึ้นเร็วชัดเจนตั้งแต่พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมา

ที่น่าสังเกตคือ จำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าจำนวนการตายที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องนั้นคงไม่ใช่แค่จำนวนการติดเชื้อที่เพิ่มแต่เพียงอย่างเดียว อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ของการระบาด ซึ่งหากพิจารณาตามเงื่อนเวลา ก็เป็นช่วงที่พบการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ ดังที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้

จึงเข้าใจได้ถึงความห่วงใยของวงการแพทย์สากลที่ติดตามผลของวัคซีนชนิดต่างๆ ที่นำออกมาใช้ว่าจะยังใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น สายพันธุ์สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ ฯลฯ หรือไม่

ด้วยข้อมูลในปัจจุบัน ดูเหมือนวัคซีนจะยังได้ผลกับสายพันธุ์สหราชอาณาจักรที่ตอนนี้กำลังขยายการระบาดไปทั่วโลก แต่กับสายพันธุ์แอฟริกาใต้นั้น ดูเหมือนจะได้ผลน้อยลงบ้าง แต่ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

 

 ล่าสุดมีการเผยแพร่ผลการวิจัยระยะที่สามของวัคซีนอีกตัวหนึ่งคือ บริษัท Johnson & Johnson ของอเมริกา เป็นวัคซีนประเภท Adenovirus vector คล้ายกับของ Astrazeneca/Oxford โดยนี่เป็นวัคซีนที่ใช้ Adenovirus-26 เป็นตัวนำพาส่วนของยีนที่กำหนดการสร้างโปรตีนส่วนหนามของไวรัสโควิด-19 เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในน้ำเลือด หรือแอนติบอดี้ขึ้นมา ในขณะที่ของ Astrazeneca/Oxford ใช้ Chimpanzee Adenovirus

Johnson & Johnson ทำการวิจัยในอาสาสมัครจำนวน 43,783 คน ทั้งในอเมริกา ลาตินอเมริกา และแอฟริกาใต้

ผลวิจัยพบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อที่มีอาการระดับปานกลางรุนแรงได้ 66% ประเมินผล ณ 28 วันหลังฉีดวัคซีน (ภาพรวมของทุกประเทศที่วิจัย) โดยจำแนกเป็น 72% ในอเมริกา 66% ในลาตินอเมริกา และ 57% ในแอฟริกาใต้ ทั้งนี้หากวิเคราะห์เฉพาะการป่วยรุนแรง จะสามารถป้องกันได้ 85%

ข้อดีของวัคซีนของ Johnson & Johnson คือ ฉีดเพียงเข็มเดียว และการเก็บรักษาวัคซีนสามารถเก็บในตู้เย็นธรรมดาได้ ต่างจากวัคซีนประเภท mRNA ที่ต้องเก็บในอุณหภูมิเย็นจัดซึ่งอาจทำให้มีปัญหาในทางปฏิบัติสำหรับประเทศที่ไม่มีระบบ cold chain ที่ดีพอ

คาดว่า Johnson & Johnson จะดำเนินการยื่นขออนุมัติต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเดือนกุมภาพันธ์นี้

การพิจารณาใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆนั้น หลักการตัดสินใจว่าจะฉีดอะไรหรือไม่ ต้องคำนึงถึงเรื่องความจำเป็น ข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยวัคซีนนั้นๆ สรรพคุณในการป้องกันโรค วิธีการฉีด จำนวนครั้ง ระยะเวลาที่ต้องฉีด รวมถึงผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรสอบถามบุคลากรทางการแพทย์ให้ถ้วนถี่ และจำเป็นต้องบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโรคประจำตัวที่ตัวเองมี และประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร หรืออาการแพ้ต่างๆ ในอดีตที่เคยเป็น จะได้ช่วยกันระแวดระวัง และตัดสินใจได้ถูกต้อง หลังฉีดวัคซีนควรรอสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที

ขอให้ป้องกันตัวและสมาชิกในครอบครัวอย่างเคร่งครัด อย่าให้ติดเชื้อ ด้วยรักต่อทุกคน

Cr.Thira Woratanarat(ป๊ามี้คีน)

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด