Spring News

ญี่ปุ่นยื่นจดสิทธิบัตร "ยาฟาวิพิราเวียร์" กระทบผู้ป่วยโควิด 19 ไทย

05 พ.ค. 2564 เวลา 17:47 น.

SPRiNG สัมภาษณ์ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประเด็นบริษัทยาญี่ปุ่น ยื่นขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ ที่จะส่งผลกระทบกับผู้ป่วยโควิด 19 ในไทย แม้ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะมีคำสั่งปฏิเสธ แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะบริษัทยาญี่ปุ่น ยังสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 60 วัน

ฟาวิพิราเวียร์ คือยาต้านไวรัส ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ถือว่าเป็นยาที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะช่วงที่โควิด 19 กำลังแพร่ระบาด โดยที่ผ่านมา ไทยได้มีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะมีแผนดำเนินการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ขึ้นใช้เอง โดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งคาดว่าจะลดต้นทุนลงได้กว่า 50 % และป้องกันความขาดแคลนยาดังกล่าวภายในประเทศ

แต่ก็เกิดปัญหาติดขัดขึ้นเมื่อทางบริษัทของญี่ปุ่น ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศไทย กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และหากได้รับการรับรอง องค์การเภสัชกรรมก็ต้องล้มเลิกไลน์การผลิตทั้งหมดที่ได้วางเอาไว้

กระทั่งเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้มีคำสั่งปฏิเสธคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร เพราะเมื่อพิจารณาก็เห็นว่าการประดิษฐ์ดังกล่าวไม่มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ตามมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522

แต่เรื่องยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เนื่องจากตามกระบวนกฎหมาย ผู้ขอยื่นจดสิทธิบัตรสามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการฯ ได้ภายใน 60 วัน ซึ่งก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า บริษัทยาญี่ปุ่นจะอุทธรณ์หรือไม่

โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ก่อนที่จะมีคำสั่งปฏิเสธการขอจดสิทธิบัตร SPRiNG ได้สัมภาษณ์ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เกี่ยวกับยาฟาวิพิราเวียร์ ดังต่อไปนี้

สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

การยื่นขอจดสิทธิบัตรในช่วงโควิดระบาด เหมือนซ้ำเติมวิกฤต

นพ.สุภัทรได้ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยโควิด 19 ต้องกินยาฟาวิพิราเวียร์ โดยเฉลี่ยแล้วคนละ 50 เม็ด ในระยะเวลา 5 วัน แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากก็ต้องกินยาดังกล่าว เป็นเวลา 10 วัน ซึ่งจากการที่ไทยมีจำนวนผู้ป่วยโควิดสูงขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยาฟาวิพิราเวียร์กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง จึงต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน

“ยาฟาวิพิราเวียร์ เป็นยาที่ยังไม่เคยจดสิทธิบัตรในประเทศไทย อันนี้เป็นยาเก่าที่เคยถูกใช้รักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ ในตอนหลังก็ไม่ได้รับความนิยม เมื่อมียาตัวอื่นเข้ามาแทนที่ ยานี้ก็แทบถูกหมางเมินไป แทบไม่มีการผลิต

“จนมาถึงช่วงโควิด เราก็พบว่า ยาฟาวิพิราเวียร์สามารถฆ่าเชื้อโควิดได้ดี ก็เลยมีการนำกลับมาใช้ใหม่ แต่คราวนี้บริษัทในประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรในไทย ซึ่งการจดสิทธิบัตรมันต้องมีความใหม่ ถึงสามารถจดได้ มันจึงเป็นประเด็นว่า บริษัทญี่ปุ่น เอาอะไรมาอ้างในการยื่นขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศไทย”

“ซึ่งในส่วนนักวิชาการสายเภสัชกรรมเขาก็คิดว่า มันไม่มีความใหม่ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องจดสิทธิบัตรให้”

การยื่นขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ ในสถานการณ์วิกฤต เป็นความเห็นแก่ตัว

ก่อนหน้านี้ ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังไม่คำสั่งปฏิเสธการขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์ ก็ส่งผลให้แผนการผลิตยยาฟาวิพิราเวียร์ ขององค์การเภสัชกรรม ไม่อาจเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาภายหลัง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีกระแสเรียกร้องให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปฏิเสธการขอจดสิทธิบัตรดังกล่าว และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย เพื่อให้องค์การเภสัชกรรม สามารถเดินหน้าผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างเต็มที่

“ข้อเสนอของนักวิชาการด้านเภสัชกรรมก็คือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ควรปฏิเสธ การให้สิทธิบัตรครั้งนี้ เพราะว่าเป็นการขอที่ไม่มีอะไรใหม่ และไม่ตรงเงื่อนไข แล้วทางรัฐบาลก็ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะสนับสนุนองค์การเภสัชกรรมในการผลิตยาตัวนี้

“เพราะการมียาใช้ในสถานการณ์วิกฤตเนี่ย มันมีความหมายมาก มีความสำคัญมาก การจดสิทธิบัตรแบบนี้ ในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ เป็นความเห็นแก่ตัว เพราะยานี้เป็นยาที่สำคัญที่สุดในโลก เป็นยาที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการดูแลผู้ป่วยโควิด”  

โควิด 19

ถ้าโควิด 19 ยังระบาดหนัก การขาดแคลนยาฟาวิพิราเวียร์ จะทำให้ผู้ป่วยตายเป็นใบไม้ร่วง

สถานการณ์โควิดระบาดรอบนี้ เราได้เห็นถึงความไม่พร้อมในหลายๆ ส่วนของรัฐ และถ้าสมมติว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีคำสั่งปฏิเสธการขอขึ้นทะเบียน ทำให้ไทยไม่อาจผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เองได้ และต้องพึ่งพาการนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดก็เกิดความขาดแคลน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็สร้างความปั่นป่วนให้ไม่น้อย

ฉะนั้นแล้ว การที่กรมทรัพย์สินทางปัญญามีความสั่งปฏิเสธการขอจดสิทธิบัตร จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์และหลักการ

“อันนี้เราวิเคราะห์กันว่า ถ้าไม่มียาตัวนี้ใช้ ผู้ป่วยที่นอนไอซียูอยู่ ก็คงเสียชีวิตเป็นใบไม่ร่วง ถ้าเกิดเหตุการณ์ขาดแคลน สมมติยังผลิตเองไม่ได้ ต้องนำเข้า แล้วยามาช้าไป 2 อาทิตย์ อันนี้วิกฤต

“วิกฤตแบบนี้ รัฐบาลคงอยู่ลำบากแน่ๆ คือศรัทธาของผู้คนต่อรัฐบาลมันหายไปมาก หายไปจนเกือบหมดแล้ว และเรื่องยามันเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องถึงชีวิต เพราะฉะนั้นการที่ไม่มียา ขาดแคลนยา หรือบริหารยาไม่ดีเนี่ย อันนี้รัฐบาลก็คงอยู่ลำบากแน่ๆ”

การผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้เอง นอกจากใช้ภายในประเทศ ยังอาจแบ่งปันช่วยเหลือเพื่อนบ้านได้

สุดท้ายนี้ นพ.สุภัทร แสดงความเห็นว่า หากองค์การเภสัชฯ สามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้ นอกจากจะช่วยผู้ป่วยในประเทศแล้ว เราอาจช่วยเหลือเพื่อนบ้านได้อีกด้วย  

“การช่วยเหลือเพื่อนบ้านในยามยาก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด วัคซีนเราช่วยเพื่อนบ้านไม่ได้ เพราะเรามีวัคซีนน้อย ไม่พอ ถ้าเราผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้มากพอ เราก็จะช่วยเพื่อนบ้านได้ สามารถเป็นเวชภัณฑ์ทางการทูตได้ ซึ่งเป็นบทบาทที่ไทยควรทำ ในการช่วยเหลือนานาประเทศ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด