เราจะเป็น survivor เลิกใช้เงินเดือนชนเดือน

ไม่ว่าจะเดือนนี้ หรือเดือนต่อๆไป  เราจะเป็น “survivor” เลิกใช้เงินเดือนชนเดือนกันเถอะ

แบ่งบัญชี ก่อนค่ะ เป็น 3 ประเภท เงินออม 30%  รายจ่ายประจำ 45%  ใช้จ่ายประจำวัน อีก 25%

 

พอถึงวันที่เงินเดือนออก อย่ากดเงินไปใช้อย่างลั้นลา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เงินเข้าบัญชีเงินเดือน แต่ต้องใช้หลังจากที่หักจากบัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่ายเรียบร้อยแล้ว เราจะใช้เงินที่เหลือในบัญชีเงินเดือนเท่านั้น และไม่ก่อหนี้เพิ่ม

 

แบ่งเงินใช้วันละ 200 บาท พร้อมเป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่ชัดเจน อย่าง ทำนม เที่ยวต่างประเทศ แล้วก็แลกแบงก์ 100 มาเก็บใส่ถุง  คิดถึงกองทุนความงาม ภาพของนมคู่ใหม่คัพ C หรือจะเป็นกองทุนเที่ยวรอบโลก นึกภาพตัวเองกำลังนุ่งทูพีซแอ่นรับลมทะเลพัดหน้าที่มัลดีฟ

 

สำหรับคนที่อยากรู้ว่าเงินตัวเองหายไปไหนในแต่ละเดือน ถ้าอยากรู้ ขอให้จดค่ะ ว่าเราจ่ายกับอะไรไปบ้าง  มันจะเหมาะมากสำหรับคนที่เคยอยู่กับพ่อแม่ แล้วแยกตัวออกมาอยู่ส่วนตัว คนโสดที่เพิ่งแต่งงานมีครอบครัว หรือเพิ่งหย่าร้าง ต้องดูแลลูกฝ่ายเดียว ก็อาจจะต้องจดบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อให้รู้พฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง ที่เปลี่ยนไป จะได้คุมรายจ่ายของตนเองได้

 

อย่ามองว่าคนที่มีระเบียบวินัยเข้มงวดกับการเงินแล้วจะมีชีวิตลำบาก ไม่มีความสุข ทั้งที่ความจริงแล้วเขามีความสุขที่เห็นเงินออมเติบโตขึ้น เรามองว่าความสุขบางอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน เช่น การมีเวลาให้ครอบครัว การทำกับข้าวทานเองที่บ้าน การทำผักสวนครัวกับลูก

 

ในระยะยาว ลองจินตนาการว่า หากเราเกิดป่วย ด้วยโรคอะไรสักอย่าง ที่ต้องนอนพักเป็นเดือนๆ บริษัทจะยังจ้างเราอยู่ไหมและหากเราไม่เก็บเงินเผื่อไว้ตอนป่วย ชีวิตจะเป็นยังไง ค่าใช้จ่ายจะมาจากไหน ยามแก่ใครจะเลี้ยง

 

ดูข่าวสร้างแรงบันดาลใจ สุดยอดคนรวยจริงๆ ที่ชีวิตของพวกเขา สุดแสนจะสมถะ อย่าง อากงนำเงินออมจากอาชีพเก็บขยะมาหลายปี ซื้อแหวนเพชรให้ภรรยา หรือ เศรษฐีนี 10 ล้านหยวน ได้เงินเวนคืนที่ดิน แต่ยังยึดอาชีพกวาดถนน

 

 

 

ถ้าต้นฉบับถูกต้อง สำเนาก็จะถูกต้องด้วย เศรษฐีหลายคน ทำตัวให้ลูกดูเป็นแบบอย่างว่า เงินนั้นมีคุณค่า ถ้าอยากได้เงินก็ต้องทำงาน เพื่อเป็นการปลูกฝังค่านิยมการรู้จักหาเงิน รู้จักใช้เงินอย่างถูกต้อง

 

การไม่พกเงินเยอะๆ เวลาไปไหนมาไหน โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยว เป็นวิธีง่ายที่สุดค่ะ เพราะหากเราต้องการจะซื้อของ หรือใช้จ่าย เมื่อมีเงินติดกระเป๋าเพียงนิดเดียว ย่อมช่วยยับยั้งชั่งใจได้

 

การซื้อของทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นจริง ซึ่งนักจิตวิทยาจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ลอร์ริน โคราน เรียกวิธีการนี้ว่า “การช้อปบำบัด” แต่ปัญหาอยู่ที่การบำบัด กลุ่มคนที่ทำการศึกษาส่วนมาก บอกว่า ตอนที่พวกเขากลับไปบ้านพร้อมกับของมากมาย ความหดหู่ ความกังวล หรือความเศร้า ที่เขาพยายามจะลืมไป จะกลับมาอีกครั้ง และมักจะเลวร้ายกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งหากคุณกำลังตกอยู่ในอารมณ์หดหู่ หันมาออกกำลังกาย ฟินกว่า

 

คุณต้องพยายามทำตัวให้ได้รับการรับรอง ในอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น บัญชี การดูแลสุขภาพ หรือ ไอที ไม่จำเป็นต้องไปเรียนภาคค่ำ เพียงแค่เรียนเพิ่มทักษะบางอย่าง ก็จะสามารถเพิ่มเงินเดือนได้หลายระดับแล้ว เพราะเอกสารการรับรองนั้นมักจะทำให้ได้เงินเร็วกว่าการได้รับปริญญาขั้นสูง เล็งหาช่องทางของคุณและเพิ่มทักษะพิเศษให้แก่ตัวเอง แล้วเงินก็จะตามมา

 

จากการศึกษาในนิตยสารด้านจิตวิทยาสังคม และวิทยาศาสตร์ส่วนบุคคล ของปี ค.ศ. 2011 แสดงให้เห็นว่าผู้คนใช้บัตรเครดิตเพื่อทำให้ตัวเองดูภูมิฐาน ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาของ ดร.ซาร่า เว็ดแมน นักจิตวิทยาคลินิก ยังพบว่า คนที่ไม่มีเงินจะมีความรู้สึกอับอาย ขณะที่คนมีเงินจะรู้สึกภาคภูมิใจ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้พวกเขาเกิดหนี้สิน และนี่จะทำให้คนเหล่านั้นยอมเป็นหนี้เพื่อเพิ่มความภูมิใจแก่ตัวเอง แต่ลองก้มมองข้าวของที่ซื้อมาในเดือนนี้แล้ว คุณต้องลองถามตัวเองดูว่า ที่จริงแล้ว คุณกำลังพยายามซื้ออะไรอยู่กันแน่ ระหว่าง สิทธิพิเศษ หรือ อยากได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆผู้ร่ำรวยของคุณ

 

และสุดท้าย สุดยอดแรงบันดาลใจ พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 “ขาดทุน เป็นการได้กำไรของเรา” พอเพียงเริ่มต้นที่ตัวของเราเอง

 

ขอบคุณที่มาข่าวเศรษฐีสร้างแรงบันดาลใจ women.mthai.com

ขอบคุณเครดิตภาพ Stock2morrow

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

คอลัมน์ Young ทัน By อรรธจิตฐา วิทยาภรณ์