
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ภาคเอกชนกังวลผลกระทบจากร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช.จะทำให้ต้นทุนธุรกิจผลิตน้ำประปาสูงขึ้น 6 เท่า
ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรนํ้า ขณะนี้ อยู่ในการพิจารณาวาระ 2 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรนํ้า ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรนํ้า จะทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงนํ้าสาธารณะ และได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรนํ้าที่เป็นธรรม และแบ่งผู้ใช้น้ำเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ หรือ ประชาชน ไม่เสียค่าใช้นํ้า 2.การใช้นํ้าเพื่อธุรกิจเกษตร การพาณิชย์ เสียค่านํ้าอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน 50 สตางค์ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ผลิตไฟฟ้า ประปา อัตราลูกบาศก์เมตรละ 1-3 บาท 3.กิจการขนาดใหญ่ เช่น สนามกอล์ฟ โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจขายนํ้าดิบเชิงพาณิชย์ ลูกบาศก์เมตรละ 3 บาท
นายเชิดชาย ปิติวัชรากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตนํ้าประปา กล่าวว่า หากกฎหมายนํ้าใหม่ประกาศใช้ บริษัทยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ และบริษัทอีสท์ วอเตอร์ ที่เป็นบริษัทแม่ ผู้ผลิตนํ้าดิบ ก็จะได้รับผลกระทบ เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันอีสท์ วอเตอร์ ใช้นํ้าในอ่างเก็บนํ้าในระยอง เช่น อ่างเก็บนํ้าหนองปลาไหล อ่างเก็บนํ้าดอกกราย โดยจ่ายค่านํ้าดิบให้กรมชลประทาน ลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และถ้าใช้นํ้าจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ เช่น แม่นํ้าเจ้าพระยา แม่นํ้าแม่กลอง ที่ไม่ได้ประกาศเป็นทางนํ้ากรมชลประทาน ก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย
แต่ถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้ ต่อไปต้องจ่ายค่านํ้าลูกบาศก์เมตร ละ 3 บาท หรือสูงขึ้น 6 เท่า
นางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ เพราะส่วนใหญ่ใช้นํ้าประปา หรือ นํ้าบาดาล เพราะการใช้นํ้าจากแหล่งนํ้าสาธารณะ ต้องลงทุนระบบปรับคุณภาพน้ำที่มีต้นทุนสูง