
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ไทยลงนามเอ็มโอยูยกเว้นภาษีซ้อนกับกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการลงทุนของกันและกัน แต่ขณะเดียวกันก็ชะลอการลงนามโครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัมออกไปก่อน เพราะรัฐบาลถูกโจมตีจากสัญญาซื้อไฟราคาแพงจากกัมพูชา
การลงนามระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา ที่สำคัญ คือการลงนามร่างความตกลงเพื่อเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา ตามกรอบความตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
เป็นการสนับสนุนการไปลงทุนในต่างประเทศและไม่เกิดช่องโหว่ทางภาษี ใช้บังคับกับภาษีที่เก็บจากฐานรายได้ โดยประเทศคู่สัญญาจะยอมให้ขจัดภาษีซ้อน ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศของตนนำภาษีที่เสียไว้แล้วในประเทศคู่สัญญา มาหักจากภาษีที่ต้องชำระในประเทศของตนตามจำนวนภาษีที่ชำระจริง โดยให้มีผลใช้บังคับเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ความตกลงมีผลใช้บังคับ
ยกตัวอย่างการขจัดภาษีซ้อนตามร่างข้อตกลงนี้ คือ บริษัทที่ทำงานในประเทศไทยเป็นหลักต้องจ่ายภาษี 20 ล้านบาท ขณะที่มีบริษัทลูกอยู่ในกัมพูชา จ่ายภาษีที่กัมพูชาปีละ 10 ล้านบาท เงินภาษี 10 ล้านบาท ที่บริษัทลูกจ่ายที่กัมพูชาสามารถนำมาหักภาษีที่จ่ายในประเทศไทยได้
โดยเอ็มโอยูนี้จะครอบคลุมถึง การเก็บภาษีจากกำไรสุทธิ การเก็บภาษีจากการขนส่งระหว่างประเทศ การเก็บภาษีจากทรัพย์สิน การเก็บภาษีเงินได้ ที่จะไม่มีการเก็บซ้ำซ้อนกันอีกในอนาคต
ส่วนประเด็นที่ชะลอการลงนามเอ็มโอยูออกไปก่อน คือโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ขนาด 35 เมกะวัตต์ เดิมทีรัฐบาลต้องการน้ำจากเขื่อนสตึงมนัมมาใช้ในโครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มีการหารืออย่างจริงจังตั้งแต่ ปี 2558 ของนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา มีการหารือในเวทีประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ที่เมียนมา ช่วงวันที่ กันยายน 2559 กระทั่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อ 26 พ.ค. 2560 เห็นชอบร่างเอ็มโอยูโครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัม ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมศึกษาโครงการ
ซึ่งพลเอกประยุทธ์ สั่งชะลอการลงนาม เนื่องจากกำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะเวลา 50 ปี ที่ไทยต้องรับซื้อค่าไฟ 10.75 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทย
ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกหน่วยชะลอโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ออกไปก่อน เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า น้ำมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในช่วง 12 ปีนี้