
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
ผู้ประกอบการจำหน่ายสุรานำเข้าจากต่างประเทศ กังวลแนวปฏิบัติช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ รวมทั้งความไม่พร้อมของ ระบบ EDI ของกรมศุลกากรที่จัดเก็บภาษีแทนกรมสรรพสามิต
ในงานสัมมนา"ภาษีสรรพสามิตใหม่ใครได้ใครเสีย "จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ นายธนากร คุปตจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัม พันธ์ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่(ประเทศ ไทย) ผู้ประกอบการจำหน่ายสุรานำเข้าจากต่างประเทศ กล่าวว่า ยังกังวลกับวิธีการปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข้องกับด้านเอกสารยื่นเสียภาษีและการแจ้งข้อมูลราคาขายปลีกให้กรมสรรพสามิตเพื่อนำไปจัดทำราคาขายปลีกแนะนำในการคำนวณภาษี ซึ่งหากเอกชนแจ้งข้อมูลคลาดเคลื่อนจะถูกประเมินจ่ายค่าเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม
นอกจากนี้ยังห่วงว่าระบบพิธีการใบขนส่งสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EDI ของกรมศุลกากรที่จัดเก็บภาษีสุรานำเข้าแทนกรมสรรพสามิตภายใต้อัตราภาษีใหม่นั้นจะมีความคลาดเคลื่อน รวมไปถึง ภาระค่าธรรมเนียมการขอใบอนุญาตขายสุรา จะสูงขึ้น เนื่องจากกำหนดเพดานสูงสุดเพิ่มขึ้น โดยกรณีใบอนุญาตของผู้ประกอบการขายส่ง มีเพดานค่าธรรมเนียม 1 แสนบาท จากเดิม 1 หมื่นบาท ส่วนค่าใบอนุญาตขายปลีก เพดาน 5 หมื่นบาท จากเดิม 200-2,000 บาท โดยทั้งหมดคงต้องรอความชัดเจนของกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ที่จะออกมา เมื่อคณะรัฐมน ตรีเห็นชอบแล้วในสัปดาห์หน้า
นายธนากร ยังเชื่อว่า อัตราภาษีสุราใหม่ที่จัดเก็บจากฐานปริมาณแอลกอฮอล์ หรือ ดีกรี และ คิดภาษีตามฐานมูลค่าราคาเกินขวดละ 1,000 บาทจะไม่มีผลให้ราคาเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนักในระยะแรก แต่หากมีผลให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น ก็จะผลักภาระภาษีส่วนนี้ทั้งหมดให้ผู้บริโภค
ด้านนายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบริษัท เบอเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ มั่นใจ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ที่ใช้ฐานคำนวณภาษีที่เปลี่ยนจากราคาหน้าโรงงาน ราคานำเข้า CIF และ ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย มาเป็นราคาราคาขายปลีกแนะนำราคาเดียวแทน จะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกราย เพราะในอดีต เช่น กรณีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจะมีการสำแดงราคาถูก หรือ สร้างกลไกลการขายหน้าโรงงานราคาต่ำกว่าปกติ เพื่อเสียภาษีน้อยแต่นำมาขายให้ผู้บริโภคราคาแพง
นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต กล่าวว่า สินค้าที่มีการจ่ายภาษีสรรพสามิต หรือติดแสตมป์สรรพสามิตก่อนวันที่ 16 กันยายนที่กฏหมายจะมีผลบังคับใช้ ถือว่าการจ่ายภาษีจบสิ้นแล้ว แต่หลังจากนั้นต้องจ่ายอัตราใหม่ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อมีความชัดเจนรายละเอียดอัตราภาษีในสัปดาห์หน้าแล้ว ภาคเอกชนจะเข้าใจแนวปฏิบัติ และไม่มีปัญหาสะดุดเรื่องการขายสินค้า เพราะที่สำรวจพบว่า ยังมีสินค้าในสต็อกเหลือนำออกมาขายได้