
ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.springnews.co.th
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำทีมคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ภาคกลาง จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดตามปัญหาประชาชน และประชุม ครม. นอกสถานที่ ระหว่างวันที่ 18 – 19 กันยายน นี้ พร้อมตั้งเป้าพัฒนายกระดับพื้นที่ภาคกลางเป็นมหานครทันสมัย และฐานการเชื่อมโยงไทยสู่เส้นทางขนส่ง 2 ฝั่งทะเล
การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งที่ 2 ในปี 2560 ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน ซึ่งครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเลือกประชุมจังหวัด ใกล้กรุงเทพมหานคร เพื่อถือโอกาส พูดคุย เร่งรัด แผนการพัฒนาภาคกลางสู่มหานครทันสมัยและเป็นฐานการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่เส้นทางขนส่งสองฝั่งทะเล
รวมทั้งจะเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บรรเทาความเสียหายและความเดือดร้อนจากน้ำท่วมน้ำแล้งให้แก่ประชาชน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยจากพายุเซินกาและตาลัส และสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อย่างครบวงจรด้วย
1. พัฒนากรุงเทพฯ เป็นมหานครทันสมัยระดับโลกควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต
2. พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ
3.ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
4.บริหารจัดการน้ำ ยั่งยืน
5.เปิดประตูการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย – ภาคกลาง – ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก
6.พัฒนาความเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคมกับทุกภาค
ทั้งนี้ ในของจังหวัด ก็เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบในหลายโครงการ อย่างจังหวัดสุพรรณบุรี ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ชี้แจงว่า เตรียมเสนอขอ ใน 3 เรื่องหลัก คือ งบประมาณ และเครื่องมือ เพื่อขยายโครงการโรงเรียนเกษตรกรชาวนา ของบก่อสร้างถนนเชื่อมต่อจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี และสุดท้าย เสนอแผนพัฒนาเมืองโบราณอู่ทอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแผนระยะยาว ใช้งบประมาณกว่าพันล้านบาท
ขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เตรียมเสนอ ครม.พัฒนาอยุธยา 3 ด้าน เช่นกัน คือ ด้านการท่องเที่ยว ทางจังหวัดจะเสนอเรื่องการปรับโฉมอยุธยา โดยเฉพาะโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโล
อีกหนึ่งด้านอุตสาหกรรม เสนอ พัฒนาเรื่องโลจิสติกส เพราะจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางรางและทางน้ำ ซึ่งต้องส่งเสริมให้การขนส่งเชื่อมต่อกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมให้แข็งแรงขึ้น
และสุดท้าย ด้านเกษตรกรรม เสนอแนวคิดปลูกข้าวให้เร็วขึ้น 45 วัน เพื่อแก้ปัญหาน้ำหลากจนข้าวเสียหาย เสนอสร้างเขื่อนปลายน้ำคลองบางพระครูและแม่น้ำลพบุรี เพิ่มศักยภาพระบายน้ำ เดินหน้าแนวคิด 209 ตำบล 209 ที่มีแนวคิดพัฒนาให้ทุกตำบลมีแก้มลิง โดยเน้นไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้โครงการขุดดินแลกน้ำ โดยการนำดินของรัฐแลกค่าแรงของผู้ประกอบการ มีการประมูลทำตามระเบียบถูกต้อง
ส่วนการประชุม คณะรัฐมนตรีในวันอังคารนั้น วาระการประชุมมี 2 ส่วน โดยคือการประชุมทั่วไปเหมือนกับประชุม ครม. ปกติ และ 2 เรืองเกี่ยวกับพื้นที่ เช่น แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งใน 7 ลุ่มน้ำหลักของภาคกลาง ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อน้ำอุปโภคบริโภค เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาด้านความเป็นระเบียบและความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว รัฐบาลจึงจัดทำโครงการประชารัฐ เนรมิตอยุธยา โดยบูรณะโบราณสถาน ต้นไม้ ส่งเสริมการเดินทางโดยจักรยาน เรือ รถราง สร้างจุดแวะพัก พร้อมทั้งเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งไปยังแหล่งท่องเที่ยวเมืองอื่น ๆ เช่น โครงการมอเตอร์เวย์สาย บางปะอิน เป็นต้น
[KGVID]https://spcdn.springnews.co.th/wp-content/uploads/2017/09/12.00-ครม.mp4[/KGVID]