
สำรวจเส้นทางชีวิต พิม ขจร อดีตไอดอล SWEAT16 ที่ใช้พลังของความเป็น 'แฟนคลับ' เป็นแรงผลักดันก้าวข้ามความท้อแท้ สู่เป้าหมายใหม่ในฐานะครีเอเตอร์สายญี่ปุ่น ที่หล่อเลี้ยงความฝันด้วยศิลปินที่รัก
หลายคนอาจมองว่าการเป็น ‘แฟนคลับ’ หรือ ‘ติ่ง’ คือความสุขชั่วคราวที่ได้ส่งเสียงเชียร์ศิลปินที่รักอยู่หน้าเวที แต่สำหรับ พิม-ขจรเวคิน อดีตไอดอลวง SWEAT16 ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นพิธีกร 2 ภาษา (ไทย-ญี่ปุ่น) และ Content Creator สายญี่ปุ่น ศิลปินไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิง แต่คือ ‘เข็มทิศ’ ที่กำหนดทิศทางชีวิต และเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอเปลี่ยนจากคนถือป้ายไฟด้านล่าง สู่การก้าวขึ้นไปเปล่งประกายบนเวทีในแบบของตัวเอง
เมื่อศิลปินคือ ‘หลักฐานของความพยายาม’
จุดเริ่มต้นความฝันของพิมก่อตัวขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการนั่งดูรายการ The Star ในวัยเด็ก เธอชื่นชอบ พี่บี้-สุกฤษฎิ์ จนเกิดความรู้สึกว่าอยากไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น อยากมีแฟนคลับ และอยากมีป้ายไฟที่มีชื่อตัวเองบ้าง
“พี่บี้เป็นคนที่มีความพยายามและความตั้งใจมาก เวลาได้รับคอมเมนต์ก็จะปรับปรุงและพัฒนาตัวเองในทุกๆ สัปดาห์ พอเห็นปุ๊บก็รู้สึกว่าคนธรรมดาอย่างเรา ถ้าพัฒนาตัวเองก็สามารถทำได้เหมือนกัน” พิมเล่าถึงไอดอลคนแรกของเธอ
ต่อมาโลกของเธอก็ขยายกว้างขึ้นเมื่อได้รู้จักกับศิลปิน K-Pop อย่างวง ‘Super Junior’ ที่ทำให้เธอเรียนรู้ว่า ศิลปินคือคนที่สามารถสร้างรอยยิ้มและส่งต่อความสุขให้กับผู้อื่นได้ ขณะเดียวกัน เกิร์ลกรุ๊ประดับตำนานอย่าง ‘Girls' Generation’ ก็เปรียบเสมือนแสงสว่างที่จุดประกายให้เธออยากลุกขึ้นมาเป็นไอดอล อยากดูแลตัวเอง และหันมารักตัวเองมากขึ้น
ประสบการณ์จากการเป็นแฟนคลับ ทำให้พิมตกตะกอนความคิดที่ลึกซึ้งว่า “ศิลปินไม่ใช่แค่คนที่เราชื่นชอบ แต่เป็นคนที่ทำให้เราเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เราจะสามารถยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้เหมือนกัน” พวกเขาคือหลักฐานของความพยายาม เพราะสำหรับเธอ กว่าที่ไอดอลแต่ละคนจะได้เดบิวต์ ต่างต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงยาวนานเป็นเดือนเป็นปี
เส้นทางการเดินตามรอยไอดอลของพิมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เบื้องหลังภาพลักษณ์ที่สดใส เธอต้องต่อสู้กับความไม่มั่นใจในตัวเองอย่างหนัก เพราะตั้งแต่วัยเด็ก เธอถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องรูปร่างมาตลอด ทั้งการถูกล้อว่าขาใหญ่ หรือถูกตั้งฉายาว่า ‘พิมเทย’ และ ‘พิมสาวสอง’ เพียงเพราะเธอมีรูปร่างสูงและเสียงทุ้มคล้ายผู้ชาย บาดแผลนี้ฝังลึกจนแม้แต่ในปัจจุบัน ก็ยังมีคนส่งข้อความมาถามว่า “น้องใช่ผู้หญิงแท้ๆ หรือเปล่า?”
เมื่อก้าวเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดของวง SWEAT16 พิมต้องเผชิญกับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงถึงสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ทั้งร้องและเต้นตั้งแต่เช้าจรดเย็น ท่ามกลางความกดดันจากการประเมินผลและการพยายามค้นหาคาแร็กเตอร์ของตัวเอง ในช่วงเวลาที่ท้อแท้จนแทบหมดแรง พิมใช้ภาพของศิลปินที่เธอรักมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
“เราพยายามคิดถึงพี่บี้ หรือคิดถึงศิลปิน K-Pop ว่าเขายังทำได้เลย เราก็ต้องสู้สิ อันนั้นคือแรงผลักดันที่ทำให้เราผ่านจุดนั้นมาได้”
ในที่สุด พื้นที่ของการเป็นไอดอลวง SWEAT16 ก็กลายเป็นเซฟโซนที่โอบกอดเธอไว้ ทั้งสมาชิกในวงและแฟนคลับต่างมอบความรักในแบบที่เธอเป็น ทำให้เธอปลดล็อกความรู้สึกและค้นพบว่า “เราไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร” เธอจึงเลือกที่จะนำความกดดันทั้งหมดมาเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
พลังแฟนคลับที่ต่อยอดสู่ 'เป้าหมายใหม่' ในชีวิต
เมื่อวิกฤตโควิด-19 ทำให้วงไม่สามารถเดินหน้าจัดกิจกรรมออฟไลน์ได้ สมาชิกและบริษัทจึงได้จับเข่าคุยกันและตัดสินใจยุติบทบาทวงที่เดินทางร่วมกันมาถึง 6 ปี พิมเน้นย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความ แต่มันคือการตกลงร่วมกันว่าถึงเวลาที่ทุกคนจะต้อง “แยกย้ายกันไปเติบโต”
การแยกย้ายในวันนั้น ทำให้พิมได้นำอีกหนึ่งความชอบของเธอมาต่อยอดเป็นอาชีพ นั่นคือความหลงใหลใน ‘วัฒนธรรมญี่ปุ่น’ ภายหลังเธอจบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจญี่ปุ่น และกำลังศึกษาต่อด้านญี่ปุ่นศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเปลี่ยนเส้นทางอาชีพแล้ว แต่ความมุ่งมั่นในการเรียนภาษาญี่ปุ่นของเธอก็ยังมี ‘ไอดอล’ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ พิมเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ตอนนี้เธอเป็นแฟนคลับของวง ‘aespa’ และมีความฝันเล็กๆ ในฐานะแฟนคลับคือการได้ไปงานแฟนมิตติ้งและวิดีโอคอลคุยภาษาญี่ปุ่นกับศิลปินที่รักอย่าง ‘จีเซล’
เปลี่ยนจุดยืนจาก ‘ผู้รับเสียงเชียร์’ สู่ ‘ผู้ถือไมค์สัมภาษณ์’
ในอดีต ความฝันสูงสุดของพิมคือการพาวงไปขึ้นคอนเสิร์ตที่อิมแพ็ค อารีน่า แต่วันนี้เป้าหมายของเธอชัดเจนขึ้น เธออยากให้ทุกคนจดจำชื่อ ‘พิม ขจร’ ในฐานะพิธีกร 2 ภาษา และ Content Creator สายญี่ปุ่น
“ถ้าปัจจุบันถามว่าอยากขึ้นเวทีไหม ยังอยากขึ้นเวทีอยู่ แต่ว่าในตอนนี้เราเหมือนมีเวย์ที่ชัดเจนแล้ว เราอยากขึ้นในฐานะของพิธีกรที่ไปสัมภาษณ์คนอื่นมากกว่า”
นิยามความสำเร็จของพิมก็เปลี่ยนไปตามวัยและประสบการณ์ จากที่เคยยึดติดกับชื่อเสียงและยอดไลก์ หรือการใช้ชีวิตแบบกดดันตัวเองจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อ 2-3 ปีก่อน วันนี้เธอตกตะกอนได้ว่า ชีวิตไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์ ขอแค่มีความสุขกับครอบครัว มีแมว 2 ตัว และทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องเครียด สำหรับเธอ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
พิมขจร คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ความรักที่เรามีต่อศิลปินสามารถกลายเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ หากเรานำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการผลักดันตัวเอง
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มมาจากความชอบ ถ้าไม่ได้ชอบพี่บี้ ถ้าไม่ได้ชอบ K-Pop ก็อาจจะไม่มี พิม ขจร ในวันนี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มมาจากความชอบและแรงบันดาลใจ”