
SHORT CUT
โปรเจกต์ระดับโกลบอลแห่งยุค! LE SSERAFIM, ILLIT และ KATSEYE ปล่อย ‘ICONIC BY MISTAKE’ สะท้อนสังคมผ่านความตลกร้าย พร้อมเปลี่ยนทุกแรงกดดันให้กลายเป็นรันเวย์สู่ความสำเร็จ
สิ้นสุดการรอคอยเมื่อค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง HYBE จับเอา 3 เกิร์ลกรุ๊ปที่ฮอตที่สุดในเจเนอเรชันอย่าง LE SSERAFIM, ILLIT และ KATSEYE มารวมตัวกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์พิเศษชั่วคราว แต่คือปรากฏการณ์ระดับโกลบอลที่สั่นสะเทือนวงการเพลงป็อป
การรวมตัวของ 3 เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 3 วงต่างมีเส้นทางความสำเร็จที่โดดเด่นและมีลายเซ็นที่ชัดเจน การโคจรมาพบกันจึงเปรียบเสมือนการรวมทีมอเวนเจอร์สที่แฟนเพลงทั่วโลกต่างจับตามอง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในโปรเจกต์นี้ คือการนำเอา DNA ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของทั้ง 3 วงมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม
LE SSERAFIM นำเสนอภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่ง (Fearless) และเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่เฉียบคม ILLIT เติมเต็มความสดใสที่แฝงไปด้วยความขี้เล่นและเสน่ห์แบบวัยรุ่น Gen-Z ที่คาดเดาไม่ได้ ในขณะที่ KATSEYE เข้ามาทลายกำแพงภาษาและวัฒนธรรมด้วยความเป็นอินเตอร์เกิร์ลกรุ๊ปที่พร้อมเจาะตลาดโกลบอล การรวมตัวครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการนำชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง มาต่อกันเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
ในขณะที่ตัวเพลงอย่าง ‘ICONIC BY MISTAKE’ มาในสไตล์ Alternative Pop ที่จัดจ้าน โดดเด่นด้วยบีตหนักแน่นและซาวด์สังเคราะห์แบบ Experimental ที่ชวนให้รู้สึกถึงความล้ำสมัย แต่สิ่งที่กระแทกใจผู้ฟังที่สุดกลับเป็นเนื้อหาที่ทำหน้าที่เป็น ‘Diss Track’ ที่เป็นการประกาศกร้าวต่อเหล่าแอนตี้แฟนและวัฒนธรรม Cyberbullying ด้วยเนื้อเพลงที่พูดว่า “ยิ่งพวกคุณสาดความเกลียดชังและจ้องจับผิดมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งขับเคลื่อนอัลกอริทึมให้พวกเราโด่งดังและกลายเป็นไอคอนระดับตำนานแบบไม่ได้ตั้งใจ (Iconic By Mistake)”
นอกจากทำนองและเนื้อเพลงชวนติดหูแล้ว MV เพลงนี้ ยังได้ 'Cody Critcheloe' ที่เคยฝากผลงานกำกับ ใน MV เพลง Gnarly ของ KATSEYE มารับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่อัดแน่นไปด้วยโปรดักชันสุดอลังการอีกด้วย
มิวสิกวิดีโอเปิดฉากด้วยความระทึกขวัญระดับภาพยนตร์ เมื่อรถซิ่งของพวกเธอพุ่งทะยานหลบหนีเสียงไซเรน ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุที่พาทั้งสามวงหลุดเข้าไปใน ‘โลกคู่ขนานเหนือจริง’ (Surrealist World) โลกใบนี้เต็มไปด้วยดวงตานับร้อยที่คอยจับจ้องและกล้องที่คอยสอดส่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสายตาของสาธารณชนและสื่อมวลชน แต่แทนที่พวกเธอจะหวาดกลัว ศิลปินทั้ง 3 วงกลับเลือกที่จะโอบกอดความโกลาหลนั้น และเปลี่ยนมันเป็นรันเวย์ส่วนตัว
ความล้ำลึกที่แท้จริงของ 'ICONIC BY MISTAKE' คือการใช้ความตลกร้ายในการลอกคราบเหล่าแอนตี้แฟน โดยสะท้อนผ่านแนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจความสนใจ (Attention Economy) ที่อัลกอริทึมไม่เคยแยกแยะความรักหรือความเกลียดชัง ทุกๆ ยอดวิวถูกแปลงเป็นเม็ดเงินเสมอ เนื้อเพลงถูกแบ่ง 3 เรื่องหลัก
1. The Obsessed Fan เธอไม่ใช่แอนตี้ เธอคือแฟนคลับตัวยง (นำเสนอโดย ILLIT) ILLIT รับหน้าที่เป็นแนวหน้าในการปั่นประสาท จี้จุดอ่อนของคนชอบจับผิดที่มักอ้างว่าเกลียด แต่กลับติดตามทุกความเคลื่อนไหวชนิดที่แฟนคลับยังอาย
"ซูมเข้าไปอีกสิ เอาให้ชัดๆ รีเฟรชหน้าจอรอฉันทั้งวันเลยใช่ไหมล่ะ? ปากบอกว่าเกลียด แต่ตาเธอไม่เคยมองไปทางอื่นเลยนะ... ขอบคุณที่รักกันขนาดนี้ แฟนคลับนัมเบอร์วัน" เป็นการลดทอนอีโก้ของคนด่า ให้กลายเป็นเพียงคนคลั่งรักที่พยายามกลบเกลื่อนความหลงใหลของตัวเอง
2. The Patronizing Pity การแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุด นำเสนอโดย KATSEYE) คือการไม่ถูกให้ค่า KATSEYE ถ่ายทอดท่อนนี้ด้วยน้ำเสียงของคนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด พวกเธอไม่โกรธ แต่กลับรู้สึก 'สงสาร' ชีวิตที่ว่างเปล่าของเหล่านักเลงคีย์บอร์ด
"พิมพ์ด่าฉันจนดึกดื่น ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ? พักผ่อนบ้างนะ เอาเวลาไปดูแลชีวิตตัวเองเถอะ... ถ้าการด่าฉันมันช่วยให้ชีวิตที่ว่างเปล่าของเธอมีค่าขึ้นมาบ้าง ฉันก็จะยอมเป็นกระโถนให้แล้วกัน"
The Stepping Stone จุดพีกของเพลงตกเป็นของ LE SSERAFIM ที่ออกมารับหน้าที่แรปตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายของระบบทุนนิยม
"น้ำตาและคำด่าของพวกเธอ คือปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้ฉันเติบโต ด่าต่อไปสิ เสียงเห่าของเธอคือดนตรีแบ็คกราวนด์ตอนฉันบินชั้นเฟิร์สคลาส... อยากจะดึงฉันลงมาแทบตาย แต่ขอโทษที พวกเธอพลาดแล้วล่ะที่ดันปั่นให้ฉันกลายเป็นไอคอนระดับตำนาน (Iconic By Mistake)" เป็นการฟาดด้วยสถิติและสถานะทางสังคมอย่างไม่ไว้หน้า ตอกย้ำความจริงที่ว่า ยิ่งโลกออนไลน์สาดโคลนใส่พวกเธอมากเท่าไหร่ พวกเธอก็ยิ่งกอบโกยรายได้มากขึ้นเท่านั้น
มิวสิกวิดีโอภายใต้การกำกับของผู้กำกับ Cody Critcheloe ไม่ได้มาเพื่อเสิร์ฟท่าเต้นสวยๆ ทั่วไป แต่แฝงนัยยะทางสังคมอย่างลึกซึ้งในทุกเฟรมภาพ
'ICONIC BY MISTAKE' ไม่ใช่แค่ซิงเกิลคอลแลปส์เพื่อรวมพลังเรียกกระแสจากแฟนคลับ 3 ด้อม แต่คือชิ้นงานศิลปะ Pop Culture ที่ทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ สะท้อนหน้าตาของสังคมยุคไซเบอร์ได้อย่างหมดจด มันคือการประกาศจุดยืนของเกิร์ลกรุ๊ปยุคใหม่ ที่ตัดสินใจเลิกนั่งก้มหน้าร้องไห้กับคอมเมนต์แย่ๆ แต่ลุกขึ้นมาใช้ 'ความสำเร็จ' และ 'ความตลกร้าย' เป็นอาวุธในการเผชิญกับทุกดรามา