
SHORT CUT
จาก 01 ถึง 10 สุขสันต์วันครบรอบ 10 ปีบนเส้นทางศิลปินของ 'เตนล์ ชิตพล' ใน TEN: CORE0110 ท่ามกลางทะเลสีม่วงของ 10vely ที่โอบกอดทุกการเติบโต
เมื่อตัวเลขของวัยก้าวเข้าสู่เลข 30 พร้อมกับอายุงานที่ล่วงเลยมาถึงหนึ่งทศวรรษ มันอดไม่ได้เลยที่เราจะตั้งคำถามและมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราผ่านอะไรมาแล้วบ้าง ในขณะที่การเดินทางมาถึงการครบรอบ 10 ปีในฐานะศิลปิน ของ 'เตนล์—ชิตพล ลี้ชัยพรกุล' ที่ล่าสุดได้ปิดฉากคอนเสิร์ตเดี่ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่โลกหมุนไปไว การยืนระยะให้ได้ถึง 10 ปีในสปอตไลต์ระดับโลกไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้เพียงเพราะโชคช่วย หากเรามองผ่านความสามารถที่ไร้ที่ติ แฟชั่นที่สง่างาม และรอยยิ้มแสนหวานบนหน้ากล้อง ตลอด 30 ปีของชีวิต และ 10 ปีของอาชีพศิลปิน อะไรคือสิ่งที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องแบกมาตลอด และหล่อหลอมให้เขากลายเป็นศิลปินระดับโลกในวันนี้
น้ำหนักของความคาดหวัง ในฐานะ 'คนแรก'
หากเรามองย้อนไปยังเส้นทางในฐานะศิลปินของเตนล์ หลายคนอาจจะรู้จักเตนล์ในฐานะเด็กชายผมแดง บนเวที TNT พร้อมท่าปาดปากสุดแพรวพราว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นจากการปรากฎตัวในฐานะ 'ศิลปินชาวไทยคนแรก' ของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง SM Entertainment เมื่อสิ่งที่เขากำลังแบกรับมาตลอดคือคือคำว่า ‘คนแรก’ ไม่ใช่แค่การเป็นผู้บุกเบิก แต่คือการต้องแบกมาตรฐานที่ไม่มีใครเคยวางไว้เป็นต้นแบบ
เขาต้องทลายกำแพงความแตกต่างทางวัฒนธรรม และต้องพยายามมากในระบบที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง จนกระทั่งเดบิวต์เป็นสมาชิก NCT U ด้วยเพลง The 7th Sense ในปี 2016 และโชว์ทักษะการเต้นระดับท็อปในรายการ Hit The Stage การต้องรักษามาตรฐานและพิสูจน์ตัวเองในฐานะชาวต่างชาติท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด คือความกดดันก้อนแรกที่เขาแบกรับไว้บนบ่าตั้งแต่วันแรกๆ
ความท้าทายที่สุดในฐานะศิลปินที่สาหัสที่สุดคงจะเป็นในปี 2017 เตนล์ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักงานยาวนาน
สำหรับศิลปินที่หลงใหลในการเต้น การถูกสั่งให้หยุดพักคือฝันร้าย สิ่งที่เตนล์ต้องแบกในตอนนั้นไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดจากการทำกายภาพบำบัดอยู่นานนับเดือน แต่คือสภาพจิตใจที่ต้องนั่งมองเพื่อนร่วมวงการเดินไปข้างหน้า และความกดดันที่กังวลว่า พื้นที่ของตัวเองจะเลือนหายไปคือบาดแผลที่โหดร้ายที่สุด แต่เขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้เป็นแรงผลักดัน ส่งผลงานโซโล่โปรเจกต์ SM STATION อย่าง Dream In A Dream, New Heroes และ Paint Me Naked ออกมาเพื่อบอกโลกว่าเขายังอยู่
ราคาของความสำเร็จ และมาตรฐานของคำว่า All-Rounder
เมื่อก้าวผ่านบาดแผลมาได้ เตนล์ก็ไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองหยุดนิ่ง เขายกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นไปอีกขั้น ผ่านการปล่อยมินิอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก 'TEN' ในปี 2024 และสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะศิลปินชายเดี่ยวคนแรกของค่ายที่สามารถจัดแฟนคอนเสิร์ต (2024 TEN FIRST FAN-CON [1001]) จนบัตร Sold Out ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีได้สำเร็จ
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังพาตัวเองข้ามไปสร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก ในฐานะ Global Brand Ambassador ของ Saint Laurent (YSL) การเลือกถ่ายทอดแฟชั่นแบบ Genderless และทักษะการสื่อสารได้ถึง 5 ภาษา (ไทย,อังกฤษ,จีน,เกาหลี,ญี่ปุ่น) ทำให้เตนล์กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดสื่อระดับโลก และสร้างมูลค่าสื่อ มหาศาลทุกครั้งที่ปรากฏตัวในงาน Fashion Week สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า น้ำหนักของความพยายามที่เขาแบกมาตลอด 10 ปี ได้แปรเปลี่ยนเป็นความสำเร็จที่คู่ควร
อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าเตนล์แบกรับทุกอย่างมาด้วยตัวคนเดียวตลอดทศวรรษนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด เพราะสิ่งที่ทำให้เขาเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ คือการมีอยู่ของกลุ่มแฟนคลับที่ชื่อว่า 10vely
ในวันที่เขาต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ หรือในจังหวะที่การทำกิจกรรมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากทางค่าย แฟนคลับไม่ได้ทำแค่เพียงรอคอยอย่างเงียบๆ แต่พวกเขาเลือกที่จะส่งเสียงแทนศิลปิน
เราได้เห็นโปรเจกต์ระดับโลกที่แฟนคลับร่วมมือกันทำจริง ทั้งการซื้อพื้นที่โฆษณาบนจอดิจิทัลขนาดใหญ่ การทำโปรเจกต์การกุศล หรือบริจาคช่วยเหลือสังคมในชื่อของเขา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่มันคือการยืนยันว่า แม้เตนล์จะทุ่มเททุกอย่างอย่างหนักหน่งวอยู่เบื้องหลังมากแค่ไหน พื้นที่ของเขาจะไม่เคยหายไปไหน
แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อสัญญาเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญและการตัดสินใจก้าวออกจากค่ายเก่าที่ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตอยู่ที่นั่น นี่คือการ ก้าวออกจากเซฟโซนครั้งใหญ่อีกครั้งในวัย 30 ปี การต้องเริ่มต้นใหม่ภายใต้เส้นทางที่เป็นอิสระและท้าทายกว่าเดิม ย่อมมาพร้อมกับความกดดันและความไม่แน่นอนที่เขาต้องแบกรับ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือการปลดล็อกพื้นที่ให้เขาสามารถขับเคลื่อนงานเพลงและตัวตนในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่อย่างไร้ขีดจำกัด
TENCORE0110 เมื่อวัย 30 คืออิสรภาพบนเวทีของตัวเอง
เรื่องราวทั้งหมดตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ได้ถูกร้อยเรียงและสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนที่สุด ผ่านคอนเสิร์ตใหญ่ล่าสุด TEN: CORE0110 – 10th Anniversary Concert ที่จัดขึ้นตลอด 3 วันเต็ม ณ BITEC Live
ฮอลล์ที่เต็มไปด้วยสีม่วงและความรักที่เหล่า 10vely พกมาเพื่อให้กำลังใจเตนล์ตลอดการแสดงคอนเสิร์ตทั้ง 3 วัน ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตฉลองการครบปี 10 ปี ฐานะศิลปินมั่วไป แต่คือการแสดงที่อัดแน่นไปด้วยความตั้งใจและเรื่องราวตลอดการเติบโตทางบนเส้นทางของผู้ชายคนหนึ่ง ทุกย่างก้าวบนเวทีสะท้อนให้เห็นว่าเด็กหนุ่มที่เคยต้องแบกความกดดันในต่างแดนคนนั้น ได้เติบโตเป็นศิลปินที่โอบกอดความสมบูรณ์แบบและข้อผิดพลาดของตัวเองได้อย่างงดงามบนเส้นทางที่เป็นอิสระของตนเอง
"มันไม่สาย ถ้าคุณจะเริ่มอะไรใหม่ๆ ถ้าตัดสินใจแล้ว ลองทำกันไปเลยครับ เหมือนแบบที่แฟนๆ พูด ทุกคนซัพพอร์ตเตนล์ตลอด เตนล์ก็ซัพพอร์ตทุกคนเหมือนกัน ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง เดี๋ยวเตนล์ซัพพอร์ตเอง"
จริงอย่างที่เหล่าเลิฟลี่คอยพูดเสมอว่า ไม่ว่าเตนล์จะทำอะไร ก็จะมีเหล่าแฟนคลับคอยซัพพอร์ตเตนล์อยู่เสมอ แต่ในวันนี้ทั้งเตนล์และเลิฟลี่ต่างเป็นสิ่งที่คอยผลักให้กันและกันได้กล้าทำอะไรใหม่ๆ ไปด้วยกัน
หากมองภาพตลอด 30 ปีของชีวิต และ 10 ปีในฐานะศิลปินของ เตนล์ ชิตพล ที่ผ่านทั้งความกดดัน การบาดเจ็บ และการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ แต่วินาทีที่เขายืนอยู่ท่ามกลางทะเลสีม่วงและส่งต่อความเชื่อมั่นนั้น น้ำหนักของความเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็ได้คลี่คลายลง เหลือไว้เพียงความจริงที่ว่า ทุกก้าวความสำเร็จตลอดทศวรรษและต่อจากนี้นี้มันคุ้มค่า เพราะเขามีบ้านที่พร้อมจะเติบโตและเดินเคียงข้างกันไปตลอด